Profilo di Halley theWithout Science, Without...FotoBlogElenchiAltro Strumenti Guida
27/03/2008

หน้าใส...ไร้สติ

บทความต่อไปนี้เหมาะสำหรับบุคคลที่มีการเตรียมพร้อมทางใจดีแล้วเท่านั้น มิฉะนั้นอาจหลงระเริงทำตามสิ่งที่เจ้าของบทความเขียนออกมาด้วยความไม่รู้ และโปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม เด็กและเยาวชนควรมีผู้ใหญ่ให้คำแนะนำ!
 
...
 
วันนี้ ด้วยความ "อะรูมิไร้" ส่วนตัว ทำให้เสียตังค์ไปเป็นร้อย เสียเวลาไปเป็นชั่วโมง ลองอ่านแล้วสมน้ำหน้าเราได้ (แต่อย่าทำตามนะ -*-)
 
วันนี้มีนัดไปสอนพิเศษชีวะที่คณะวิทย์ ตอน 10 โมง
ออกจากบ้านเร็วกว่าปกติ เวลาเหลือ ก็เลยนั่งรถไฟฟ้าเลยอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปลงอารีย์ แวะไปซื้อ Personal Venti Double Chocolate Creme Chip Frappucino (แปลไทยคือ "ช็อกโกแล็ตปั่นใส่ช็อกชิพ เพิ่มเอสเพรสโซอีก 2 ช็อต (ช็อตละ 8 ออนซ์) ขนาด 20 ออนซ์ใส่ถ้วยที่นำมาเอง") ที่สตาร์บั๊คส์ สาขาลา วิลล่า
นั่งกินที่ร้านน่ะแหละ เวลาเหลือเฟือ แถมสอนความหลากหลายของพืชด้วย ไม่ต้องอ่านทวนมากมายนัก
เมื่อได้เวลาอันสมควร ก็นั่งรถไฟฟ้ากลับไปที่คณะฯ
ระหว่างรอก็เจอเชอร์รี่ กับแพร ก็นั่งคุยเรื่องพิธีบายศรี
คุยเสร็จแพรก็ไปกินข้าว รี่ก็ไปเล่นคอม แต่คนเรียนยังไม่มา
สิบเอ็ดโมงก็เลยโทรไปถาม ฟังได้ความว่าติดเกาะ ไม่มีสัญญาณ เลยไม่ได้โทรไปบอกว่าไม่เรียน...ซะงั้น!
 
อ๊ะ ไม่เป็นไร ก็เลยเดินออกไปนั่งมอ'ไซค์หน้ารพ.รามาฯ ไปรถไฟฟ้า
เดินขึ้นสถานีฯ แล้วก็เลี้ยวเข้า Century อันเป็นพฤติกรรมปกติของเรา (แม้บางทีจะกลับรถไฟฟ้า หรือไม่ได้คิดจะเข้าไปทำอะไรเลยก็ตาม)
อ๊ะ วันนี้มี DVD ของแท้ถูกๆ มาขายด้วย...อืม Saw IV ราคายังไม่ลง งั้นยังไม่ซื้อ
อ๊ะ เจอ "Babel" กับ "The Classic" หุหุ ซื้อๆ
ช่วงตอนจ่ายตังค์ เหลือบไปเห็นกระดาษ (เคย) แข็ง (ที่ตอนนี้เปื่อยแล้ว) สีเขียวๆ ของสภากาชาด
ชีวิตนี้เคยบริจาคเลือดแค่ครั้งเดียว แล้วครั้งนั้นก็ผ่านมา 5 ปีแล้ว วันนี้ก็ว่างๆ
ได้ข่าวว่าช่วงนี้ขาดเลือดกรุ๊ปบีด้วย (เราเลือดกรุ๊ป B positive)
ไปบริจาคเลือดเลยละกัน
 
ออกไปยืนที่ป้ายรถเมล์หน้าห้างฯ ด้วยความงุนงง สายไหนไปอังรีดูนังต์เนี่ย -*-
อืม งั้นแท็กซี่ละกัน
เรียกแท็กซี่ บอกจุดหมายปลายทาง ขึ้นรถ ปิดประตู ปรับแอร์ คาดเข็มขัดนิรภัย แล้วก็คุยกับคนขับไปเรื่อยๆ
เป็นอีกวันที่รถติดตอนเที่ยงๆ ><
 
หยุดคุยกับแท็กซี่ ก็นั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย คิดถึงขั้นตอนการบริจาค การกรอกแบบสอบถาม
วันนี้นอนเกิน 6 ชั่วโมง...ผ่าน
ข้าวเที่ยงยังไม่ได้กิน แต่ข้าวเช้ากินอิ่มมาก ไม่เป็นไร โกหกไป...ผ่าน
ประจำเดือนก็ไม่มาตั้งนานแล้ว (เฮ่ย! อะล้อเล่งงงงง)
หยูกยาอะไรก็ไม่ได้กิน...เอ๊ะ เดี๋ยวๆๆๆๆๆ
เมื่อวานเพิ่งกลืนยาแก้อักเสบลงคอไปนี่ฝร่า...เชี่ยเอ๊ย!
(เรามีนิสัยเสียอยู่อย่างคือกินยาแก้อักเสบบ่อย เพราะชอบตัดเล็บที่เท้าจนเลือดออกบ่อยๆ แล้วก็เอาเลือดมาละเลงเล่น ทำให้มันอักเสบ ก็เลยกินยาแก้อักเสบโดยไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของหมอ คือถ้าไม่กินเนี่ย ถ้า innate immunity ช่วงนั้นเราห่วยแตก เชื้อมันจะลามขึ้นมาตามท่อน้ำเหลือง แล้วเล็บก็จะอักเสบ เน่า เป็นหนอง (ใช้...โทนาฟ!) เคยถึงขั้นต้องไปให้หมอผ่าเอาเล็บออกแล้วฉีดยาชาล้างแผลมาแล้ว))
 
มาคิดได้แท็กซี่ก็กำลังจะเลี้ยวเข้าอังรีฯ แล้ว...เหลือบดูมิเตอร์ก็ 101 บาท ><
คิดในใจว่าอาจจะไม่ห้ามเรื่องยาแก้อักเสบก็ได้...
เดินเข้าที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ตึกใหม่ สวยเชียว แอร์เย็นกำลังดี
อืมมมๆ ห้ามกินยาแก้อักเสบภายในช่วงเวลา 7 วัน
อา...เอา 100 บาทและเวลาเกือบชั่วโมงของชั้นคืนมา T_T
 
ขากลับ เหมือนยังซ้ำเติมกันไม่พอ จำสายรถเมล์กลับบ้านไม่ได้อีก
หิวข้าว อยากกลับบ้านเร็วๆ ปวดฉี่...งั้นก็แท็กซี่อีกรอบละกัน
โดนเข้าไปอีก 70 บาท...
 
...
 
เล่าให้ทุกคนฟังไว้เป็นอุทาหรณ์นะว่าอย่าตัดเล็บเท้าจนเลือดไหล เอ๊ย! มะช่าย
ตามใจ ตามความคิดของเราให้ทัน จะทำอะไร คิดก่อนเสมอ มีสติ (และสตังค์...แหะๆ) ในทุกช่วงของวัน (แม้จะเป็นวันนั้นของเดือนก็ตาม)
เพราะผลที่ตามมา อาจจะไม่ได้เสียแค่ตัว เอ๊ย เสียแค่เงินกับเวลา
อาจะสูญเสียอะไรไปมากกว่านี้ก็ได้...ใครจะไปรู้
09/03/2008

once: ครั้งหนึ่ง...หัวใจร้องว่ารักเธอ

ครั้งหนึ่ง...กลางเมืองดับลิน, ไอร์แลนด์
เมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย หลากอาชีพ หลายวัฒนธรรม
ครั้งหนึ่ง...คนสองคนได้มาพบกัน และรักกัน

I don't know you, but I want you
All that more for that
Words fall through me, and always fool me
And I can't react


เขา หนุ่มเมืองดับลินแต่กำเนิด แต่ชีวิตช่วงหนึ่งของเขา ได้ไปเติบโตที่ลอนดอน
ได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่น แต่ก็ต้องผิดหวัง เมื่อหญิงผู้นั้นโผกลับคืนสู่อ้อมอกของคนรักเก่า
เมื่อแม่เสีย เขาจึงกลับมาเปิดร้านซ่อมเครื่องดูดฝุ่นเล็กๆ กับพ่อ
ใช้เวลาว่างแบกกีต้าร์ไม้ผุๆ ร้องเพลงหาเศษตังค์ตามท้องถนน
ตอนกลางวันร้องเพลงที่มีคนรู้จัก
ตกกลางคืนเล่นเพลงที่แต่งเอง เพราะตอนกลางวัน...ไม่มีใครฟัง

เธอ สาวสัญชาติสาธารณรัฐเช็ค อาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์ที่ไม่มีแม้แต่โทรศัพท์กับแม่และลูกสาววัยสองขวบ
คุณพ่อซึ่งเคยเล่นไวโอลินในวงออร์เคสตรา ให้สมบัติชิ้นสุดท้ายก่อนตายเป็นการเล่นเปียโน
เธอ แม่ และลูกสาวจากเช็คมา แต่สามีไม่ได้ตามมาด้วย
ตกกลางคืนดูแลลูก
ตอนกลางวันขายของจิปาถะ รับจ้างทำความสะอาดประทังชีวิต
และหาจังหวะเล่นเปียโนอยู่เสมอ เมื่อมีโอกาส

เขาและเธอ...ต่างเจ็บปวดรวดร้าวไปกับความรักที่ครั้งหนึ่งเคยสัมผัส

And games that never amount
To more than they meant
Will play themselves out


ครั้งหนึ่ง...เขาและเธอพบกัน

เธอค้นพบว่าเขามีพรสวรรค์ด้านการแต่งเพลงชั้นครู
เขารู้ว่าเธอสามารถเล่นเปียโนและร้องประสานให้กับเพลงของเขาได้อย่างลงตัว

เขาและเธอรู้จักกันมากขึ้นผ่านบทเพลงที่บอกเล่าปมรักในอดีตที่ผ่านมา
เขาและเธอต่างเป็นกำลังใจให้กันและกัน
Take this sinking boat and point it home
We've still got time
Raise your hopeful voice, you have a choice
You've made it now

เขารู้ดีว่ามันยากนัก ที่หวังจะให้เธอกลับมา ช้ำใจกับการโป้ปดของเธอ
แต่ก็ยังเฝ้าเพียรโทรไปหาเธอ...ทุกคืน
Lies, lies, lies...
Breaking us down with your
Lies, lies, lies...


เธอใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะเลี้ยงดูลูกสาวโดยลำพัง ตั้งใจให้มั่นว่าจะไม่คิดถึง ไม่ร้องเรียกให้กลับมา
แต่ก็ไม่อยากให้ลูกสาวโตขึ้นมาโดยไม่มีพ่อ
Lookin' at you leavin'
I'm looking for a sign...


เขาและเธอปรับทุกข์ร่วมกัน
Falling slowly, eyes that know me
And I can't go back
Moods that take me and erase me
And I'm painted it black


เขาฝันที่จะกลับไปลอนดอน
หาใช่เพื่อตามหาเธอไม่
เขากู้เงินมาเพื่อเช่าห้องอัดเสียง
ตามหามือกลอง เบส และกีต้าร์ไฟฟ้า
และเขาก็ได้เธอมาเล่นเปียโน ร้องประสานเสียง

เธอเองก็ได้กระตุ้นเตือนให้เขารู้ถึงความสามารถและพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่

เขาและเธอต่างคิดว่า...ถึงเวลาแล้ว
ที่จะถึงคราวเป็นฝ่ายชนะบ้าง
You have suffered enough
And warred with yourself
It's time that you won

เขาชวนเธอ ไปลอนดอนด้วยกัน
เธอเองก็ฝันจะได้เล่นเปียโนและร้องคู่ไปกับเขา
ไปทำอัลบัมร่วมกัน ทำคอนเสิร์ตร่วมกัน
เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกัน...ที่ลอนดอน

เขาถามเธอเป็นภาษาเช็คว่า "เธอยังรักเขาอยู่มั้ย"
"Miluji tě" เธอตอบกลับเป็นภาษาเช็ค
...

หลุบลงช้าช้า ร้องเพลงของเธอออกมา
แล้วฉัน...จะร้องคลอไปกับเธอ


Falling slowly, sing your melody
I'll sing along...

...


[!!!SPOILER!!!]
[ถ้ายังไม่ได้ดูและคิดจะดู อ่านข้ามช่วงนี้ไปเลยครับ]

เขาเลือกที่จะเดินตามความฝัน กลับไปลอนดอนพร้อมเพลงที่อัดเอาไว้
ก่อนไป...เขาโทรทางไกลไปหาเธอ เธอดีใจ...ที่เขาจะกลับมา
ก่อนไป...เขาได้ใช้เงินก้อนที่พ่อมอบให้ไปตั้งตัว ซื้อเปียโนให้เธอหนึ่งหลัง
ฝันไว้ว่าเธอจะได้ใช้มันอย่างคุ้มค่า

เธอเลือกที่จะอยู่ที่ดับลินลูกสาว แม่ และสามีที่ตามเธอมาถึงที่นี่
เธอเล่นเปียโนที่เขาซื้อให้...
สายตาทอดยาวออกไปทางหน้าต่าง...
พร้อมเอื้อนเอ่ยบทพูดสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้..."ขอบคุณ"

แม้สุดท้ายจะไม่ได้ครองคู่กัน
แต่อย่างน้อย...เขาและเธอ...
ครั้งหนึ่ง...ก็ได้รักกัน


...

"บ่อยแค่ไหน ที่หัวใจจะบอกคุณว่าใช่!"
ฉายแล้ววันนี้ที่ Lido...ที่เดียว
07/03/2008

The Mist: หลงรัก

มนุษย์มีความรัก มีความฝัน มีความเชื่อ มีศรัทธา
มนุษย์มีหลายความรัก หลายความฝัน หลายความเชื่อ หลายศรัทธา

ทั้งรักตัวเอง รักสิ่งของ รักแฟน รักครอบครัว รักคนรอบข้าง รักชาวบ้าน!? รักประชาชน รักประเทศชาติ
ฝันที่จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ มีอย่างโน้นอย่างนี้
เชื่อในศาสนา ยึดมั่นในวิทยาศาสตร์ ศรัทธาในอุดมการณ์

หกพันห้าร้อยล้านคน หกพันห้าร้อยล้านรูปแบบของความรัก ความฝัน ความเชื่อ ความศรัทธา

แต่ถ้าวันหนึ่ง มีมนุษย์กลุ่มหนึ่งมารวมตัวกันในสถานที่ปิดล้อม
โดยที่ไม่รู้ว่าสถานการณ์ข้างนอกนั่นเป็นอย่างไร เกิดอะไรขึ้น
เมื่อทุกๆ คนถูกความกลัวเข้าครอบงำจิตใจ
เมื่อนั้น...ความรัก ความฝัน ความเชื่อ ความศรัทธาที่เป็นพื้นฐานที่สุดของแต่ละคนจะถูกขับออกมา

ถ้าในสถานการณ์นั้น ถ้าเราเกิด "หลงทาง" ในความรัก ความฝัน ความเชื่อ ความศรัทธาขึ้นมา
ถ้าเราหน้ามืดตามัวไปกับม่านหมอกแห่งความกลัวที่บังใจเราไว้

จงระวัง! เพราะคุณอาจถูกหลอก โดยไม่รู้ตัว


...


จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อมีคนจำนวนหนึ่งต้องมาติดอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ไม่มีไฟฟ้า
จะออกไปข้างนอกก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้จะไปไหน ข้างนอกมีแต่หมอกเต็มไปหมด
แล้วในหมอกนั้น ก็มีสัตว์ประหลาดดุร้ายจากต่างมิติเดินเพ่นพ่าน

ความกลัวแผ่เข้ามาปกคลุมทุกคน เหมือนกับหมอกมรณะที่เข้าคลุมซุปเปอร์มาร์เก็ตทั้ง 4 ด้าน

เพราะมนุษย์ทุกคนต่างกัน แต่ไม่มีใครยอมรับความต่าง
ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้น เพราะขาดสติ เพราะต่างคนต่าง "หลง" อยู่ในรักของตนเอง

คนที่รักและคิดถึงแต่ลูกวัย 8 ขวบที่ดูแลน้องสาวอยู่ที่บ้าน จนลืมรักตัวเอง
กลุ่มคนที่รักในวิทยาศาสตร์ รักที่จะพิสูจน์อะไรต่อมิอะไรด้วยหลักฐาน ไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ หลงระเริงอยู่ในวังวนของสิ่งที่ต้องพิสูจน์ได้ด้วยตา รับรู้ได้ด้วยสัมผัสทั้ง 5
กลุ่มคนที่รักชีวิต รู้เห็นความจริงทั้งหมด และยังพอมีสติบ้าง
และกลุ่มคนที่ติดอยู่กับความกลัว ไม่รู้จะรักอะไร ไม่รู้จะศรัทธาอะไร
แน่นอน คนกลุ่มหลังสุด สุดท้าย...ก็หันไปพึ่งสิ่งที่มีพลานุภาพมากที่สุดในความคิดของมนุษย์ สิ่งที่สามารถพาพวกเขาทั้งปวงหลุดพ้นจากหายนะในครั้งนี้ - พระเจ้า

ซึ่งจำเป็นต้องมีผู้นำ - ผู้ที่สามารถพาพวกเขาเข้าใกล้พระเจ้าได้มากที่สุด ผู้ที่สามารถนำทางชีวิตพวกเขาไปยังสถานที่ที่พระองค์ประทานไว้ ถ้าหากพวกเขา "เชื่อ" และ "ไว้ใจ" ในพระองค์

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าผู้นำลัทธิคนนี้ ใช้ความเชื่อที่มีต่อพระเจ้าของมนุษย์ที่กำลังอ่อนแอ และจิตใจถูกตรึงไว้ด้วยความกลัว หลงทางในม่านหมอกแห่งความหลง สั่งลงโทษใครก็ได้ที่ไม่ทำตาม (พระ) ประสงค์ของเธอ ด้วยอ้างว่าเป็นบัญชาจากพระเจ้า โยนความผิดให้พระเจ้า

การล่าแม่มดที่เกิดขึ้นในยุโรปยุคกลาง
การเฮโลบุกรัฐสภาโดยไม่ฟังใคร ฟังแค่คนไม่กี่คนที่ยืนสั่งการอยู่บนเวที
การพร้อมใจกันฆ่าตัวตายหมู่ของวัยรุ่นในญี่ปุ่น
การเชื่อในคำพูดนักการเมืองที่ฉ้อฉลโกงกิน และให้เงินกับชาวบ้าน มากกว่าที่จะเชื่อในคำพูดของนักการเมืองที่สุจริต
การเหยียบกันตายเพื่อไปแย่งใบจองจตุคามฯ
การเสียเงินเป็นพันเป็นหมื่นเพราะเชื่อว่าสามารถนำเงินไปซื้อบุญ นำบุญไปซื้อที่ดินบนสวรรค์ได้
การเกิดขึ้นของสงครามศาสนาทั่วโลก
ฯลฯ
นั่นล่ะ ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงแล้วในสังคม ในประวัติศาสตร์แห่งอารยธรรมของเรา

แล้วผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ตกอยู่ที่ใคร - หากมิใช่...ผู้นำลัทธิเอง


...

สุดท้ายแล้ว...สิ่งที่น่ากลัวที่สุดใน The Mist หาใช่อสุรกายจากต่างมิติไม่
หากแต่เป็นสัญชาตญาณดิบ ความอ่อนแอ และความหลงของมนุษย์เองต่างหาก ที่น่ากลัว...และเข้าใจยากที่สุด

03/03/2008

ดอกเห็ด

ย่างเข้าฤดูฝนทีไร ก็จะได้ยินข่าวกันอยู่เสมอว่าชาวบ้านตามต่างจังหวัดจะเข้าป่า...ไปเก็บเห็ดที่ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน
มีความชื้นเมื่อไหร่ เชื้อรา ยีสต์ เห็ด ก็ขึ้นมาเมื่อนั้น

ก็คงไม่ต่างอะไรจากตึกสูงๆ ที่มักจะผุดขึ้นมาเมื่อความเจริญมาเยือน
อย่างเช่นถนนราชพฤกษ์เมื่อก่อนมองจากที่สูงๆ ก็จะเห็นแต่สีเขียวๆ
ตอนนี้สีเขียวๆ เหล่านั้นต่างถูกแทนที่ด้วยบ้านจัดสรรและร้านอาหารหลากแสงสี

แล้วประสาอะไรกับรถไฟฟ้า ที่กำลังเดินทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาจอดเทียบท่าฝั่งธนในอีกไม่ช้า
จริงๆ มันก็คงดี และชาวคลองสานตั้งแต่เกิดอย่างฉันก็สมควรยิ่งที่จะเปิดแชมเปญเลี้ยงฉลองความเจริญและสิ่งทันสมัยที่กำลังจะเข้ามา

แล้วพื้นที่เดิมๆ วัฒนธรรมเดิมๆ อาชีพเดิมๆ ความเป็นอยู่แบบเดิมๆ คนเดิมๆ ที่เคยอยู่ตรงนั้น
สิ่งเดิมๆ เหล่านั้นก่อนที่จะถูกดอกเห็ดหลายสิบชั้นทับเข้าให้...มันจะเป็นยังไง?


...

นานแล้วเหมือนกันที่ฉันสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ตั้งแต่มีข่าวว่ารถไฟฟ้าจะข้ามมาฝั่งธน บ้านหลายหลังถูกรื้อ ชุมชนหลายชุมชนต้องย้ายออก
เพราะต่างต้องหลีกทางให้กับคอนโดมีเนียมหรูๆ หลายแห่ง

ก็ไม่ได้นึกร้อนใจอะไรมากจนกระทั่งวันนี้
หลังจากที่ไปรับประทานอาหารมื้อ Brunch กับครอบครัว
เลี้ยวรถเข้ามาในซอยธนบุรี 1 ซึ่งปากซอยติดกับทางลงสถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่
จึงได้ประจักษ์แก่สายตา และประจักษ์แก่ใจว่า...

"หรือที่นี่กำลังจะหายไป?"

บ้านเรือนที่ถูกขนานนามว่า "ชุมชนสองร้อยห้อง" ถูกรื้อถอนไปเกือบหมดในเวลาไม่ถึงอาทิตย์
ร้านค้าหนัง ซึ่งผลิดเครื่องหนังเป็นสินค้าหลักของเขตคลองสานหลายร้านกำลังจะหมดสัญญาเช่า
แล้วเจ้าข้องห้องก็กำลังจะเปลี่ยนที่ดินบริเวณนั้นให้กลายเป็นตัวเลขในบัญชีธนาคารของตน
พร้อมทั้งโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บริษัทสร้างคอนโดรายใหญ่
ยังไม่นับรวมกับคอนโดบางหลังที่ได้เริ่มการก่อสร้างไปแล้ว
บางแห่งถึงกับเปิดจองไปแล้ว และกำลังสร้างเฟสที่สอง

แล้วไหนจะคอนโดอีกไม่ต่ำกว่า 5 หลังที่กำลังจะผุดขึ้นเพื่อรองรับการมาจอดเทียบท่าของรถไฟฟ้าที่สถานีเจริญนคร

เห็นไหมเล่า...เมื่อเริ่มชื้น ดอกเห็ดก็เริ่มเบ่งบาน

...

เชื่อไหมว่าเมื่อก่อนคลองสานเคยเป็นสวนทุเรียนเลื่องชื่อ
เคยมีทางรถไฟที่สามารถพาผู้โดยสารไปสู่มหาชัยได้
และความสวยงามของทั้งสองฟากฝั่งของคลองก็ได้ไปปรากฏอยู่ในนิยายชื่อดัง "สองฝั่งคลอง" ของว. วินัจฉัยกุล มาแล้ว

ตอนนี้เหรอ?
ดอกทุเรียนสีขาวที่เคยสะพรั่งอยู่เต็มพื้นที่หายวับไปพร้อมกับการมาของเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว
ทางรถไฟตอนนี้ไปสุดอยู่แค่วงเวียนใหญ่
ทางรถไฟเดิมถูกถมเป็นถนนที่เรียกว่า "เจริญรัถ"
และสุดทางรถไฟเดิมตอนนี้เปลี่ยนเป็นแหล่งช้อปปิ้งเสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องหนังที่สำคัญของชาวฝั่งธนที่ต่างรู้จักกันดีว่า "ท่าเรือคลองสาน"
ก่อนกลับก็อย่าลืมไปแวะชมความดำเมี่ยมเป็นเงาของน้ำคลอง และอย่าลืมสูดดมกลิ่นที่โชยออกมาด้วยนะไม่งั้นจะถือว่ามาไม่ถึงคลองสาน!

...

ตอนนี้คอนโดและโรงแรมหลายหลังกำลังผุดขึ้นมาอย่างกับดอกเห็ด
ฤามันจะเป็นเห็ดที่สร้างสารพิษออกมาทำลายสังคมที่อยู่รอบๆ มัน?

...

ก็เข้าใจอยู่หรอกว่าอะไรๆ มันก็ต้องเปลี่ยนไปตามกระแส ทุกสิ่งทุกอย่างคงไม่สามารถเป็นแบบนั้นไปตลอด
อย่าถือสาเลย มันก็แค่ความคิดของคนที่ค่อนข้าง Conservative คนหนึ่งเท่านั้น

เพราะเราเองก็ดีใจ...ที่อย่างน้อยฝั่งธนก็ได้มีรถไฟฟ้าใช้กับเขาสักที
09/09/2007

Great Unexpectation

นานแค่ไหนแล้วนะ...ที่ไม่ได้ถูกความคิดถึงถาโถมเข้าใส่
นานแค่ไหนแล้วนะ...ที่ไม่ได้คิดถึงวันเวลาเก่าๆ
นานแค่ไหนแล้วนะ...หลังจากติดต่อกันครั้งสุดท้าย
นานแค่ไหนแล้วนะ...ที่ไม่ได้ยินเสียงของเธอ
นานแค่ไหนแล้วนะ...ที่ไม่ได้เห็นหน้าเธอ
นานแค่ไหนแล้วนะ...ที่ความรู้สึกเก่าๆ แบบนี้ห่างหายไปจากความนึกคิดประจำวัน
นานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้...รู้แต่วันนี้ ฉันได้เจอเธอแบบไม่คิดฝัน...อีกครั้ง
 
...
 
ไม่รู้สิ บอกไม่ถูก
ความรู้สึกสองความรู้สึกที่ตรงข้ามกัน เกิดขึ้นพร้อมกัน
 
ดีใจ...ที่ได้รู้ว่าหน้าตาเธอไม่เปลี่ยนไปเลย
เสียงเธอยังคงแหลมเล็ก เหมือนแมวไม่มีเปลี่ยน
ทรงผมก็คล้ายๆ เมื่อก่อน
รูปลักษณ์เธอตอนนี้ เหมือน "เธอ" ที่อยู่ในความทรงจำของฉัน ไม่ผิดเพี้ยน
และดีใจมาก...ที่ยังเห็นเธอดูมีความสุข และสบายดี
 
เศร้าใจ...กับความจริงที่น่าเจ็บปวดใจ
เศร้าใจ...กับความหลังที่คิดว่าน่าจะลืมมัน และทำใจได้แล้ว
แต่วันนี้ เมื่อได้มาเจอเธออีกครั้ง...
ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงยังรู้สึกเศร้าใจอยู่อีก...
 
เข้าใจ และรู้ตัวดีตั้งนานแล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้
แต่ทำไมล่ะ...หัวใจมันยังเจ็บปวดลึกๆ ทุกทีที่ต้องคิดถึงความเป็นไปไม่ได้
 
...
 
ถึงจะเป็นความรู้สึกแปลกๆ ที่ผสมผสานคละเคล้ากันไปมา
แต่ฉันก็ยังอยากเจอเธออยู่บ่อยๆ นะ
 
เธอ...ผู้ที่ฉันรู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้
แต่เธอก็จะอยู่ในหัวใจฉัน...ตลอดไป
 
ป.ล. น่าแปลกไหม เย็นนี้ก่อนเจอเธอไม่กี่ชั่วโมง
อยู่ดีๆ ก็ร้องเพลง "เพื่อนเท่านั้น" ขึ้นมา ทั้งๆ ที่ไม่ได้ร้องมานานแล้ว
แปลกดี...เหมือนมีอะไรมาดลใจให้ฉันต้องรื้อเนื้อเพลงเพลงนี้ ขึ้นมาร้องใหม่อีกครั้ง... 
30/05/2007

Tagged Part I

เนื่องจากเมื่อวานไปคุยกับแก้วเรื่อง Tag
สุดท้ายมันก็รู้จนได้ว่าฉันยังไม่ได้โดนใคร Tag
ก็เลยโดนมัน Tag เข้าจนได้
(จะไม่เขียนก็ไม่ได้ หลวมตัวเข้าไปอ่าน Blog Tag ของแก้วแล้วด้วย จะไม่ทำอะไรเลยก็ดูน่าเกลียดเกินไป)
ดังนั้น วันนี้ จะมาเล่าเรื่องที่คิดว่าคนอื่นๆ ยังไม่รู้ 5 เรื่อง...
 
เรื่องแรก: ความฝันเมื่อตอนเป็นเด็ก
ตอนเด็กๆ ทุกคนก็เคยมีความฝันว่าอยากเป็นนู่นโน่นนี่นั่นกันใช่มะ
เป็นหมอ เป็นพยาบาล เป็นทหาร ตำรวจ คุณครู หรือเป็นนักธุรกิจ
เป็นอะไรที่ดูดีมีชาติตระกูลกันทั้งนั้น
ความลับแรกจะแฉให้รู้กันหมดเลยว่าก่อนที่คิดอยากจะเป็นนักวิจัย เป็นอาจารย์ เป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างในปัจจุบัน
เมื่อก่อนในหัวของเด็กชายฮัลเลย์เคยคิดอยากเป็นอะไรมาบ้าง...

รู้มั้ย...ความฝันแรกสุดของฉัน ตั้งแต่จำความได้ คืออะไร?
 
ฉันอยากเป็น...นักโบราณคดี!!!
 
จริงๆ แล้ว ความเข้าใจในตอนนั้นคือนักโบราณคดี
แต่ตอนนี้มาคิดดูแล้ว เรียกว่า "นักบรรพชีวินวิทยา (Paleontologist)" จะเหมาะกว่า
เพราะอยากไปขุดหาฟอสซิลของไดโนเสาร์ แล้วเอามาดูว่าเป็นพันธุ์อะไร
อยากรู้ว่ามันอยู่กินยังไง กินอะไรก่อนตาย ลูกหน้าตาเป็นยังไง ฯลฯ
ที่อยากทำงานนี้เพราะเมื่อก่อน (เคย) คลั่งไดโนเสาร์มาก
ขอให้มีรูปมาเถอะ บอกชื่อมันได้หมด
(ส่วนหนึ่งมาจากจูเรนเจอร์นั่นเอง)
 
แต่เมื่อผ่านพ้นวัยที่มีจินตนาการสูงๆ ปุ๊ป
ช่วงนั้นเพื่อนๆ ฮิตฟังวิทยุกัน ก็เลยฟังกะเขาบ้าง
จำได้ว่าตอนนั้นชอบฟัง FM 88.0 MHz "Radio No Problem"
เพราะเมื่อก่อนจะมีช่วงตอบคำถามที่ผู้ฟังถามเข้ามา
ชอบฟังเพราะว่าได้ความรู้ดี
ทำให้อยากเป็น....DJ คอยจัดรายการวิทยุ เปิดเพลง คุยกับผู้ฟัง
แต่สักพักพอไม่ได้ฟังวิทยุ ความอยากเป็น DJ ก็หายไป...
 
ตอนนี้อายุก็ราวๆ สิบขวบแล้ว

จำได้ว่าตอนวันเกิดอายุครบสิบขวบดีใจมากเลย
เพราะจะได้มีอายุเท่าโนบิตะซักที!!!
(เกี่ยวกับความฝันมั้ยเนี่ย!!!)
 
ตอนนั้นที่โรงเรียนทำห้องสมุดใหม่ ก็เลยเข้าไปอ่านหนังสืออยู่พักนึง
(บอกก่อนว่าฉันเป็นคนอ่านหนังสือออกเร็วมาก ป.1 ก็อ่านออกเขียนได้แล้ว เขียนไทยได้เต็ม ไม่ก็เกือบเต็มตลอด)
ที่เข้าไปอ่านก็เพราะอยากรู้มาตั้งนานแล้วว่า "ฮัลเลย์" ที่เป็นชื่อเล่นของตัวเองน่ะ มันหมายถึงอะไรกันแน่
ก็รู้แค่ว่าเป็นดาวหางอ่ะ ก็จินตนาการไปว่าเป็นดาวห้าแฉกมีหางห้อยๆ อยู่ ลอยไปลอยมาบนฟ้า
ประหนึ่งว่าเป็นว่าวจุฬากันเลยทีเดียว (ว่าวหนักขนาดนี้จะลอยขึ้นมั้ย!?)

สุดท้ายก็ไปรู้ความจริงจากหนังสือดาราศาสตร์เล่มเล็กๆ เล่มนึง
เป็นหนังสือบางๆ ไม่ใหญ่โต ราคาค่างวดก็คงไม่เกิน 50 บาท
แต่เป็นหนังสือที่เปิดประตูอวกาศต้อนรับฉันเข้าไปอยู่ในนั้น
เด็กชายฮัลเลย์ตอนนั้น นอกจากจะรู้ว่าดาวหางคืออะไรแล้ว
ยังตื่นตะลึงไปกับความมหัศจรรย์ของห้วงอวกาศอันน่าพิศวง จนถอนตัวไม่ขึ้นนับตั้งแต่นั้น (เว่อร์ไปละ!)
 
ตั้งแต่ได้อ่านหนังสือดาราศาสตร์เล็กๆ เล่มนั้น ก็ชอบดาราศาสตร์ขึ้นมาทันใด
ตรงนี้แหล่ะ ถือเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเลยก็ว่าได้
 
เพราะทำให้ชอบดูรายการวิทยาศาสตร์ อ่านหนังสือวิทยาศาสตร์
ตามซื้อโดราเอมอนที่สอนวิทยาศาสตร์ทุกเล่ม
อ่านนิตยสารวิทยาศาสตร์ (ในสมัยที่ "มติชน วิทยาศาสตร์" ยังมีชีวิตอยู่ ก่อนจะโดนพิษฟองสบู่แตกปิดตัวลงไป)
ไปท้องฟ้าจำลองเกือบทุกเดือน ตะแง้วๆ แม่ให้ฟาไปดูฝนดาวตก Leonids และอื่นๆ อีกมากมาย
ทำให้วิทยาศาสตร์ฝังรากหยั่งลึกเข้าไปในตัวตั้งแต่นั้นมา

แต่ยังไงเสีย นักดาราศาสตร์ ก็ยังเป็นอาชีพที่อยากเป็นอยู่ดี
เคยฝันเฟื่องถึงขนาดที่ว่าจะค้นหาดาวหางดวงใหม่ แล้วตั้งชื่อให้ว่า ดาวหางฮัลเลย์ 2 กันเลยทีเดียว
 
จุดเปลี่ยนอีกครั้งที่ทำให้ความฝันเบนเข็มออกจากทิศเดิมไปเล็กน้อย
คือการไปสอบสอวน. (ม.5) วิชาฟิสิกส์
โอ้ว ยากเชี่ย! (ถึงตอนนี้จะปี 2 แล้วก็ยังคิดว่ายากอยู่ดี)
ก็เลยเริ่มคิดว่า ระหว่างทางการไปเป็นนักดาราศาสตร์ มันคงไม่หมูอย่างที่คิด
กอปรกับช่วงนั้นมือขึ้นกับชีวะมากๆ
เข็มทิศชีวิตจึงเริ่มเบนอีกครั้ง เปลี่ยนแนวจากฟิสิกส์ ไปเป็นชีววิทยา
 
แต่ก็ยังไม่อยากเป็นนักชีววิทยา แบบ pureๆ ซะทีเดียว
ก็คงจะเหมือนกับคนที่ชอบชีวะทั่วๆ ไปละมั้ง ความฝันแรกที่มองหลังจากรู้ตัวว่าชอบชีวะคือ...หมอ
แต่พอไปหาข้อมูลจริงๆ พร้อมทั้งถามใจตัวเอง ก็พบว่าตัวฉันเองไม่พร้อมที่จะแบกรับชีวิตของผู้อื่นเอาไว้ได้
ลองค้นใจตัวเองดูอีกที ก็พบว่าชอบทำแล็บ สนุกที่จะได้อยู่กับเครื่องแก้วเยอะๆ
อยู่กับเชื้อโรค พยาธิ หนูทดลองหรืออะไรก็ตามที่ไม่ใช่คน
ตอนนั้น คำว่า "นักเทคนิคการแพทย์" ก็ผุดขึ้นมาในหัว
แต่ก็เริ่มคิดอยากเป็นนักชีววิทยาแล้วเหมือนกัน
 
ช่วงนี้แหล่ะที่ตัดสินใจนานเลย การเอนทรานซ์ การเลือกคณะก็ใกล้เข้ามาทุกที
แต่คงเป็นเพราะสวรรค์บันดาล (หรือนรกชัง?)
ม.จันทิมา (ครูแนะแนว) เอาใบสมัครรับตรงของมหิดลมาให้
ในที่สุดก็เลือกสอบเข้าในสาขาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
 
แต่เส้นทางความฝันก็ยังไม่ชัดเจนขนาดนั้น!
ในช่วงระหว่างการตัดสินใจเลือกคณะอื่นๆ (คือจะทิ้งคณะวิทย์มหิดลไปดีมั้ย)
คู่แข่งในขณะนั้นที่เข้ามาคือ...
วิศวะนานาชาติ สาขา Nanotech ของจุฬาฯ
เพราะ Nanotech กระแสกำลังมาแรง แถมยังเรียนเน้นด้านชีวะได้อีกด้วย
แต่เนื่องจากเปิดเป็นปีแรก ยังไม่ค่อยมั่นใจในหลักสูตร
และเหตุผลสำคัญที่ไม่เลือกคือกลัวเรียนจบแล้วไม่มีทุนทำวิจัย เนื่องจากเครื่องมือเครื่องใช้แพงมาก
 
คู่แข่งสำคัญคณะที่ 2 ได้แก่
คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ
เพราะใกล้บ้าน มีชื่อพอๆ กัน (แต่ใจชอบมหิดลดังกว่า) และมี CU Chorus (อันนี้เหตุผลหลักเลย)
แต่ที่ไม่เลือก ก็เป็นเพราะชอบมหิดลดังกว่า แล้วไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นพวกไปกันที่ชาวบ้าน และเน้น pure ดี
(จุฬาฯ มี Applied เยอะแยะไปหมด แต่ฉันคิดว่าเรียน pure ไปแล้วค่อยต่อ applied ที่หลัง พื้นฐานน่าจะแน่นกว่า)
สุดท้าย ปลายทางของชีวิตม.ปลายก็จบลงที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
 
แต่ยังไม่จบแค่นั้น!
เมื่อแรกที่เข้าไป คิดว่าจะเลือกเรียนเทคโนโลยีชีวภาพ เพราะอยากทำ GMOs
หรือถ้าเรียนฟิสิกส์ไหว ก็อาจจะหวนกลับไปทางเดินสายดวงดาวตามเดิม
ไม่ก็เรียนชีวะเพียวๆ ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป
 
พอเรียนไปเรียนมา ชีวะก็ได้ดิบได้ดีนำหน้าวิชาอื่นมากมาย (โดยเฉพาะเลขกับเคมี - -")
ฟิสิกส์ความจริงก็เรียนได้ (ได้ B กับ B+)
ที่ห่วยสุดก็เป็นเลขกับเคมีเนี่ยล่ะ
 
ทำให้ 3 ตัวเลือกที่เลือกไว้ ต้องตัดทิ้งไปเสีย 2
เพราะ biotech เป็นสหวิชา เรียนทุกอย่าง แล้วเอามารวมกัน
ในเมื่อเลขกับเคมีมันเรียนไม่ได้ ไม่อยากเจออีก จะเรียนไปทำไม?
ชีวะก็ทำ GMOs ได้เหมือนกัน อีกเหตุผลนึงคือโดยส่วนตัวอยากเรียน pure อยู่แล้วด้วย
แล้วทำไมไม่เลือกฟิสิกส์ ก็ในเมื่อได้ตั้ง B กับ B+
ก็เพราะเลขมันได้แค่ C งายยยยย~
เก่งฟิสิกส์ เลขห่วย ก็เหมือนยอดนักรบดาบหัก
(เผอิญไม่ใช่พระยาพิชัยซะด้วยสิ!)
 
สุดท้าย แต่คงไม่ใช่ท้ายสุด (ปี 2 แล้ว ยังจะคิดซิ่ลไปไหนอีกเรอะ!)
ก็มาจบตรงที่ "นักชีววิทยา"
เพราะตอบโจทย์ได้หมด ทั้งความที่เป็น pure science ทั้งได้ทำแล็บ และได้เป็นครู เป็นผู้ให้ด้วย
นี่แหล่ะ ความเป็นมาของความฝัน ที่หลายๆ คนยังไม่รู้...
 
ส่วนเรื่องอื่นๆ เดี๋ยวมาต่อวันหลังนะ
 
เผยแพร่ครั้งแรก: halley.diaryis.com (11 มกราคม 2550)
เผยแพร่ครั้งที่สองและแก้ไขเล็กน้อย: ที่นี่
 
 
03/01/2007

ยากๆ ง่ายๆ

ตอนนี้ฉันเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 เทอม 2 ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์
แต่ไม่ขอเอ่ยพระนามอันเป็นชื่อของมหาวิทยาลัยนี้
ผ่านร้อนผ่านหนาวกับวิชาต่างๆ ในคณะมา 4 เทอม
ครึ่งทางพอดี... (แต่หน่วยกิตเอ็งเรียนไปเกินครึ่งแล้ว ได้ข่าว!)
เนื่องด้วยใครๆ ก็รู้ว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ขึ้นชื่อทางด้านแพทยศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์ ทั้งด้านการสอน และการวิจัย
ก็เลยชอบมีคนรอบตัวถามฉันอยู่เสมอว่า

"อยู่วิดยา [ชื่อมหาวิทยาลัย] เรียนยากมั้ย?"
"เรียนเหนื่อยมั้ย เทอมนี้"
"นี่แกเรียนหนักขนาดนี้เลยเหรอ?"
"ทำไมแกดูเรียนเยอะจัง (วะ)?"
 
ทั้งจากเพื่อนของเพื่อนที่อยู่คณะเดียวกัน แต่เรียนกันคนละมหาวิทยาลัย
ทั้งจากเพื่อนของเพื่อนที่อยู่ต่างคณะ ต่างมหาวิทยาลัย
ทั้งจากน้องๆ ในโครงการ ในค่าย ที่รู้จักฉัน
ทั้งจากคุณครูในโรงเรียนมัธยมปลายของฉัน
รุ่นพี่ที่รู้จัก จากโรงเรียนเดียวกัน
หรือแม้แต่ญาติพี่น้องของฉันเอง
จะตอบคำถามนี้ยังไงดีนะ
ก็ไม่แน่ใจว่าง่ายหรือยากนี่นา รู้อย่างเดียวว่ามันสนุกดี
 
...
 
จากความรู้อันน้อยนิดเกี่ยวกับทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอสไตน์
บอกให้ฉันรู้ว่า "ไม่มีปริมาณใดในจักรวาลสัมบูรณ์"
แปลให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ไม่ว่าจะวัดปริมาณใดๆ ก็ตาม ต้องมีสิ่งเปรียบเทียบเสมอ
 
เวลา ก็ต้องเอาไปเทียบกับคาบการสั่นของอะตอมของธาตุซีเซียม
ระยะทาง ก็ต้องคิดเทียบกับระยะทางที่แสงวิ่งได้
แม้แต่หน่วยของน้ำหนัก ก็ต้องเอาไปเทียบกับก้อนน้ำหนัก 1 กิโลกรัมมมาตรฐาน
 
นั่นเป็นเรื่องของหน่วยทางวิทยาศาสตร์ อาจจะดูเข้าใจยาก แต่ถ้าฉันบอกว่า

"เนื้อย่างร้านนี้อร่อยดีนะ"
แน่นอน ถ้าเป็นแก้วตาก็คงบอกอร่อยเออออห่อหมกไปกับฉัน
แต่ถ้าเป็นคนอื่นที่แค่ได้กลิ่นเนื้อโชยมาก็คลื่นไส้
จะบอกว่าเนื้อย่างของร้านนี้อร่อยได้มั้ย?
 
หรือมีคนพูดว่า
"โออิชิ แกรนด์ บุฟเฟต์มื้อเย็นโคตรคุ้มเลย!"
แน่นอนอยู่แล้ว มันคุ้มแน่สำหรับคนที่ชอบกินปลาดิบ กุ้งแม่น้ำย่าง เทปันยากิ หรือปลาหิมะนึ่งซีอิ๊ว และต้องกินได้เยอะด้วยนะ
แต่เราคงไม่มีทางได้ยินคำพูดนี้หลุดปากจากมังสวิรัตหรือคนที่แพ้อาหารทะเลเป็นแน่แท้
 
ไม่มีทางที่ปริมาณใดปริมาณหนึ่งจะให้ผลเหมือนๆ กันกับทุกคนบนโลกใบนี้
เพราะแต่ละปัจเจกบุคคลย่อมใช้เกณฑ์ในการเปรียบเทียบต่างกัน
 
"ความยาก" ก็เช่นเดียวกัน
แต่ละสาขาวิชา ต่างก็มีความยาก ความสนุก ความน่าสนใจในตัวของมันเองทั้งนั้น
เชื่อฉันสิ เมื่อเรียนไปลึกๆ ไม่มีวิชาไหนไม่ยากหรอก
 
แบคทีเรีย ยังมีการปรับตัวให้ดื้อยา เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มันเอง
แล้วมนุษย์ล่ะ ถ้ามุ่งเอาแต่ความสบาย หลีกเลี่ยงที่จะเจออะไรยากๆ ไม่อยากเจออะไรท้าทาย
มีหวังสูญพันธุ์กันหมดพอดี
 
...
 
เมื่อวันที่ 1 ที่ผ่านมา
ญาติๆ ฉันทั้งหมดไปกินข้าวกันที่ร้านอาหารแถวๆ ศาลพันท้ายนรสิงห์
ลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งก็ชวนฉันคุยเรื่องการเรียน
 
"เรียนปีไหนแล้ว?"
"ปีสองครับ"
"แล้วเป็นไง? เรียนหนักมั้ย?"
"เรียนหนักครับ แต่สนุกดี"
11/12/2006

คิดชื่อเรื่องไม่ออก**

วันที่ 10 ธันวาคม มาถึงอีกแล้ว
ปีนี้ วันที่ 10 ธันวาคม ทำให้ฉันไม่ต้องไปทำแล็บไบโอเคมในวันจันทร์ (เย่!)
เหมือนกับทุกๆ ปีที่ทำให้ฉันได้หยุดเรียน
ที่ได้หยุด ก็คงต้องขอบคุณรัฐบาล (สมัยไหนก็ไม่รู้ ลืมไปแล้ว)
ที่กำหนดให้วันนี้เป็นวันหยุดราชการ
 
อาจจะไม่เกี่ยวกันก็ได้ แต่ถ้านึกถึงรัฐธรรมนูญ
ฉันจะนึกถึงประชาธิปไตย
ที่บอกว่าไม่เกี่ยวกัน เพราะไม่แน่ใจว่าประเทศคอมมิวนิสต์เค้ามีรัฐธรรมนูญหรือเปล่า
 
แล้วถ้านึกถึงประชาธิปไตย ฉันก็จะนึกย้อนไปถึงนักปราชญ์ชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง
ผู้ซึ่งเกิดหลังพระพุทธเจ้าร้อยกว่าปี แต่ไม่ได้สถาปนาตัวเองเป็นศาสดา
นักปราชญ์ผู้ซึ่งมีแนวคิดเกี่ยวกับการปกครองรูปแบบหนึ่ง
ซึ่งเป็นต้นแบบของการปกครองแบบประชาธิปไตย ในปัจจุบัน
 
ถ้าเอ่ยชื่อออกไป ทุกคนต้องร้องอ๋อกันแน่ๆ
 
ท่านผู้นั้นชื่อพลาโต (Plato)
 
เชื่อมั้ย?
ถ้าพลาโตได้มาเห็นประชาธิปไตยของประเทศไทย
ต้องร้องไห้แน่ๆ
ถ้ามีใครสักคนนึกถึงตัวอย่างของผลเสียของประชาธิปไตยที่อาจเกิดต่อรัฐ
ประเทศไทยนั่นล่ะ คือหนึ่งในตัวอย่างนั้น
 
...
 
พลาโต ผู้เป็นคนต้นคิดเรื่องประชาธิปไตย
ไม่ได้ต้องการให้คนหมู่มากเลือกผู้ปกครองรัฐ
เพราะคนหมู่มากย่อมมีความวุ่นวายภายในกลุ่มมาก
และไม่ได้ต้องการให้มีผู้หนึ่งผู้ใด เสนอตัวเองขึ้นมาเป็นผู้ปกครองรัฐ
เพราะไม่มีทางที่ผู้ที่เสนอตัว ไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน
 
โปรดอ่านอีกครั้ง
พลาโตไม่ต้องการให้มีการเสนอชื่อตัวเองเพื่อมาปกครองรัฐ
และไม่ต้องการให้คนหมู่มากเลือกผู้ครองรัฐ
 
เห็นผลที่เกิดขึ้นกันแล้วใช่มั้ย?
ในประวัติศาสตร์ของประเทศ
มีการรัฐประหารเกิดขึ้นมากมาย
เพราะอะไรล่ะ? ถ้าไม่ใช่สาเหตุเกิดจากผู้ปกครองรัฐโลภจนประชาชนทนไม่ได้
แล้วถ้าทหารขอเสนอมารับบทผู้ปกครองรัฐเสียเอง
ก็ตามติดมาด้วยการสืบทอดอำนาจให้กันและกัน
จนเกิดความวุ่นวายอย่างเหตุการณ์เดือนตุลา และพฤษภาทมิฬ
 
บางคนอาจเถียงในใจว่า ถ้าประชาชนไม่เลือกคนไม่ดีซะอย่าง แล้วคนไม่ดีจะขึ้นมาปกครองประเทศได้ยังไง?
ก็อีกแหล่ะ บางทีคนหมู่มากก็ไม่ได้เลือกคนดีเสมอไปนี่
ถ้าคนหมู่มากไม่ฉลาดในการเลือก
ก็จะมาจบกันที่กรณีของทักษิณ
 
ประชาธิปไตยแบบนี้ ดีแล้วหรือ?
 
...
 
แล้วพลาโตเสนอทางเลือกอะไรให้เรา? ในฐานะคนต้นคิด
พลาโตบอกว่า ก็แค่นำนักปกครองทั้งหลาย มาฝึกความเป็นนักปราชญ์ ความเป็นนักปรัชญาซะสิ
นั่นคือนำ "King" มาเรียนรู้ "Philosophy"
แล้วเราก็จะได้ "Philosopher King" ซึ่งเป็นผู้ปกครองรัฐในคราบของนักปรัชญา
ถ้าเราค้นหา Philosopher King ให้เจอ และเชิญมาปกครองรัฐ
ด้วยความที่เป็นนักปราชญ์ ย่อมพอใจอยู่แค่การค้นหาและถ่ายทอดความรู้
ความสุขอยู่ที่การเรียนรู้และความสุขของผู้อื่น ไม่ได้อยู่ที่ฐานะทางการเงิน
ประเทศก็จะสงบสุข และบังเกิดความยินดีขึ้นทั้งประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องมีการเลือกตั้งเลย
 
...
 
วันนี้ดูเครียดๆ เนอะ
เอาน่า ให้สมกับช่วงเวลาเครียดๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น
(อย่าคิดมาก...ใกล้สอบอีกแล้ว ><)
 
ความคิดของพลาโตอาจจะดูโบราณไปหน่อย
แต่ลองคิดดูสิ ว่าเราจะทำยังไงในยุคทุนนิยมครองโลกแบบนี้?
 
ฉันเชื่อว่าถ้าไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย
สักวัน เราก็คงหนีไม่พ้นเหตุการณ์ตุลามหาวิปโยค...อีกครั้ง
 
ปล1.สอบช่วง Christmas พอดีเลย ฝ่ายการศึกษาใจร้ายที่สุด >< นี่เราต้องมาอ่านหนังสือในคืน Christmas Eve หรือนี่
ปล2.อยากได้หมวก Santa เอาไปใส่ตอนสอบอ่ะ ซื้อที่ไหนได้มั่ง แพงมั้ย?
ปล3.ใกล้สอบ แต่ติดเกม Diner Dash (ทั้ง 3 ภาค) งอมแงมเลย.............แย่แล้ว
ปล4.ไปเล่นเกมต่อดีก่า~
ปล5.คิดชื่อเรื่องไม่ออกจริงๆ นะวันนี้ ไม่ใช่มุขนะเฟร้ย
06/12/2006

เพื่อนกินหาง่าย

วันนี้ตอนเรียน Basic Cell and Molecular Biology อยู่อย่างเมามัน
(วันนี้อาจารย์เมาธ์เมามันส์มากๆ ไม่เชื่อไปถามคนที่เรียนดู!)
เวลา 11.10 น. โทรศัพท์มือถือของฉันที่นอนนิ่งสงบเสงี่ยมอยู่ในกระเป๋ากางเกงข้างขวาก็สั่น
สั่นยาวๆ หนึ่งครั้ง บอกให้ฉันรู้ว่า "มีข้อความเข้ามา"
ปกติมันก็เป็นข้อความบอกให้ประมูล หรือส่งข้อความตอบกลับไปชิงโชค
แต่ข้อความที่เข้ามาวันนี้ ต่างออกไป
 
"บ่ายนี้ว่างมั้ยอ่ะ ไปแรดกันมะ :)"
 
อ่านจบ ฉันนิ่งไปนาน
ไม่ใช่เพราะเป็นข้อความจากไอ้โรคจิตที่ไหน (หรือว่าแกจะโรคจิตจริงๆ ฮึ?)
ไม่ใช่เพราะฉันคิดคำตอบปฏิเสธไม่ออก (ไม่มีทางปฏิเสธอยู่แล้ว เพราะฉันรู้ว่าแก้วจะมาทำอะไร)
ไม่ใช่เพราะฉันมีเรียนตอนบ่าย (ถึงมีก็โดด วะฮะฮ่า~)
แต่ฉันกำลังคิดว่า
"นั่นดิ ไปแรดไหนกับแก้วดี (วะ) แล้วจะไปกินอะไรกันดีล่ะเนี่ย"
 
...
 
เค้าว่า "เพื่อนกินหาง่าย"
สำหรับฉัน...มันเป็นจริง
เพราะฉันมีเพื่อน ที่พร้อมจะไปกินกับฉันเสมอ
และเป็นพวกที่กินอย่างไม่บันยะบันยังกันด้วย
 
เคยไหม?
3 คน - พิซซ่าถาดใหญ่ 1 ถาด ถาดกลาง 1 ถาด ลาซานญ่า 2 หอมทอด 1 สลัดบาร์ 1
4 คน - พิซซ่าถาดใหญ่ 1 ถาด ถาดกลาง 1 ถาด ลาซานญ่า 1 ผักโขมอบชีส 1 หอมทอด 1
5 คน - ใช้ที่รับออร์เดอร์ของฮาจิบังหมดไป 3 อัน
10 คน - ก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ชัย ประมาณ 120 ชาม
และวีรกรรมอื่นๆ อีกมากมายนับ (จาน) ไม่ถ้วน
แต่ละครั้ง แต่ละคราว ก็เป็นกลุ่มคนเดิมๆ กันทั้งนั้นแหล่ะ
หากันเจอได้บ่อยๆ ตามมศว จุฬาฯ เอแบค
ฉันถึงบอกไงว่าสำหรับฉัน "เพื่อนกิน...หาง่าย"
 
...
 
ล่าสุด วันนี้เอง
หลังจากพาแก้วเดินทัวร์พญาไท 1 รอบ
และเดินวนไปมาอีกหลายนาที (เพราะไม่รู้ว่าจะกินอะไรดี!)
แก้วก็ Enlightened ฉันด้วยคำพูดที่ว่า
"เต๋วเรือมั้ยแก?"
เนอะ ลืมนึกถึงก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าคุ้นเคยไปได้อย่างไร ^^
ทายซิ วันนี้ 2 คน กี่ชาม?
เอาเป็นว่า ฉันกับแก้ว 2 คนกินกันจนได้เป๊ปซี่ฟรีละกัน :P
 
...
 
"เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก"
คนโบราณเค้าว่าไว้งั้น
แต่สำหรับฉัน มันไม่จริง

เพราะเพื่อนของฉัน
เป็นทั้งเพื่อนกิน เพื่อนตาย และแถมเป็นเพื่อนสนิท ในคนๆ เดียวกัน
28/02/2006

...ที่ศาลายา...

และแล้วกาลเวลาก็พาฉันมายืนอยู่ที่ตรงนี้
ที่ๆ ฉันและใครๆ ต่างเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า "ศาลายา"
ที่ๆ เด็กปีหนึ่งของมหิดลเกือบทุกคณะได้เข้ามาศึกษา
ได้เข้ามากิน นอน เล่น (ไพ่) ขี่จักรยาน ฯลฯ
ที่ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ สังเกตได้จากน้ำที่เอ่อขึ้นมาท่วมทางเดินทุกครั้งที่ฝนตกหนักๆ
ที่ๆ ฉันได้สันท์ ได้ร้องไห้ ได้ถูกบายศรี ได้บายศรี ได้หัวเราะ ได้พบปะกับคนหน้าใหม่ๆ
 
ที่ๆ ซึ่งวันนี้ ถือว่าเป็นวันสุดท้ายที่จะได้ใช้ชีวิตเด็กปีหนึ่งที่นี่
 
ที่ศาลายา
 
...
 
ที่ศาลายาแห่งนี้...
เป็นอีกหนึ่งกล่องความทรงจำกล่องใหญ่ๆ ของฉัน
เรื่องราวและประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ ของฉันมากมาย เกิดขึ้นที่นี่
เพื่อนๆ และรุ่นพี่ทั้งในคณะและต่างคณะที่น่ารัก
การสันทนาการ ทั้งการถูกสันท์ในช่วงแรก และการนำสันท์ในช่วงหลัง (ได้สันท์ทั้งในโรงช้าง ข้างสนามบอล ในอเนก ศูนย์นันท์ ซุ้มโค้ก และที่สนุกที่สุด...สันท์ใน Cafet)
บรรยากาศในการเรียนที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
การได้ซ้อนท้ายจักรยานเพื่อนไปลงหน้าม.อย่างทุลักทุเล ในวันที่กลับบ้านดึกๆ (โดยเฉพาะวันนี้ ได้ยืนท้ายจักรยานเป็นครั้งแรกในชีวิตวนรอบสวนหมุนด้วย)
ได้กินอาหารใน Cafet ซึ่งมีตั้งแต่ธรรมดาๆ อย่างข้ามหมูแดง ข้าวหมกไก่ ไปจนถึงชื่อประหลาดๆ อย่างไข่ขยี้ ไข่จรกา กระเพราปลากระป๋อง ปลาหมึกไข่เค็ม หมูสับสาหร่ายไข่เค็ม ฯลฯ
ได้รู้จักกับวงสลึง วงดนตรีที่ทำให้ฉันได้ฟัง ได้ร้องเพลงที่มีความหมายดีๆ ที่ไม่สามารถหาฟังได้ทั่วไป
ทำให้ฉันได้รู้จักกับการขึ้นแสตนด์ และทำให้รู้ว่าการปรบมือและการตั้งมือนานๆ มันเมื่อยมือขนาดไหน
ได้รู้จักพระราชประวัติของพระราชบิดา พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย
 
และที่แห่งนี้ ทำให้ฉันรู้จักกับคำว่า "มหาวิทยาลัย"
 
...
 
ตั้งแต่ค่ายรับน้องคณะเสร็จสิ้นไป
นานแล้วที่ข้อมือข้างซ้ายและข้างขวาไม่มีสายสิญจน์มาผูกอยู่
ในงานอำลาศาลายาคืนนี้ ฉันก็ได้รับการผูกสายสิญจน์อีกครั้ง
ไม่ใช่จากรุ่นพี่ แต่เป็นเพื่อนของฉันเองนี่แหล่ะ ที่ผูกให้กัน
ในพิธีที่เรียกว่า "พิธีผูกเสี่ยว"
 
ถึงแม้สายสิญจน์ที่ข้อมือตอนนี้จะไม่เยอะอย่างใครเขา
แต่ในแต่ละเส้นที่เสี่ยวผูกให้ กลับแฝงไปด้วยอะไรดีๆ มากมาย
 
ขอบคุณเสี่ยวทุกคนที่มาผูกให้
และอยากให้รู้ไว้อย่างหนึ่งว่า คำพูดที่ฉันได้พูดกับเสี่ยวทุกคน เป็นคำพูดที่มาจากใจฉันจริงๆ
 
แต่ในงานคนเยอะมาก ฉันตามหาเสี่ยวที่อยากจะพูดอยากจะผูกให้ไม่เจอหลายคน ขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้พูดกับเสี่ยวหน่อยละกัน
 
ออฟ - เราดีใจมากจริงๆ ที่ได้รู้จักออฟนะ ถ้าเราไม่บังเอิญเจอกันที่กลุ่ม 5 รับน้องคณะล่ะก็ ป่านนี้เราก็คงเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน ช่วงนี้ไม่รู้เราคิดไปเองรึเปล่า เรารู้สึกว่าออฟมึนตึงกับเรานิดหน่อย เราขอโทษนะ ที่เผลอไปทำอะไรให้ออฟไม่พอใจเข้า ไม่เป็นไร ถ้าเราไปอยู่ใกล้ๆ แล้วออฟไม่ชอบใจ เดี๋ยวเราจะไปอย่างเงียบๆ เอง
โม - ยึนยันอีกครั้งว่าดีใจจริงๆ ที่ได้รู้จักกัน เป็นประธานคณะแล้ว อย่าเครียดเกินไป เดี๋ยวหน้าผากกว้างขึ้นเร็วกว่ากำหนดมันจะไม่ดี
นายคนนั้น เติม น็อต แบงค์ และโอ - พวกนายเป็นคนที่ให้เราซ้อนท้ายจักรยานเป็นคนที่ 1 2 3 4 และ 5 ตามลำดับ ขอบคุณสำหรับความหวังดี ที่ไม่อยากให้เราเดินไปหน้าม.ตอนดึกๆ
นุ้ก - นุ้กเป็นคนเสนอให้เรานั่งซ้อนท้ายเติมในวันที่มีคอนเสริ์ตสลึง แล้วเรายังจำได้ว่านุ้กเคยบอกให้เราไป Pseudo ด้วยได้ในวันที่เรากลับบ้านดึก แล้ววันนี้ยังจะเสนอตัวให้เราซ้อนอีกแน่ะ - -" ขอบคุณอีกครั้งนะ แล้วก็เป็นไงบ้างสำหรับความฝันที่จะทำ เราคงไม่ถามว่านุ้กฝันถึงอะไรหรือตอนนี้นุ้กทำมันไปถึงไหนแล้ว เราแค่อยากบอกว่าเราจะเป็นคนหนึ่งที่แอบดีใจอยู่เงียบๆ เมื่อรู้ว่านุ้กทำความฝันให้เป็นจริงขึ้นมา ไม่เป็นไรเลยที่นุ้กจะมองไม่เห็นเราในวันที่นุ้กประสบความสำเร็จ ขอแค่อย่าลืมว่านายยังมีเราอยู่เป็ฯคนสุดท้ายที่จะคอยให้กำลังใจในวันที่นายท้อแท้ ก็พอ
กร - ขอบคุณและขอโทษที่ให้เรานอนบนเตียงและยืมอุปกรณ์อาบน้ำในค่ายรับน้อง แล้วเราก็ใช้แชมพูจนหมดขวด ไม่รู้ว่าตอนนั้นกรโกรธรึเปล่า ขอโทษอีกครั้งละกันนะ
พงศ์ - พงศ์เป็นคนแรกที่ชวนเรานั่งกินข้าวด้วยในค่ายเสริมฯ เป็นคนที่จับมือไปด้วยกันในช่วงพิธีบายศรีสู่ขวัญตอนรับน้องใหญ่ ช่วงเปิดเทอมแรกๆ พงศ์ก็ตื่นเช้าลงมานั่งกินข้าวกับเราบ่อยๆ แต่อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปเมื่อเราแกล้งนายโดยเอาข้อมูลไปบอกอ.ขวัญ ขอโทษนะ ที่บางครั้งเราก็ทำอะไรโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ทำให้นายไม่พอใจ ขอให้โชคดีกับภาคฟิสิกส์ที่เลือกไว้นะ
 
...
 
วันนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ได้ฟังเพลงและร่วมร้องเพลงไปกับวงสลึง
 
รักน้อง สัญญา สีน้ำเงิน ฉันจึงมาหาความหมาย ลุ้น เพื่อมวลชน มหาวิทยาลัย ฝันแห่งศรัทธา ปีกแห่งฝัน รางวัลแด่คนช่างฝัน จากเพื่อนถึงเพื่อน กว่าจะรัก หวังดี และ ที่ศาลายา
 
หลายเพลงเป็นเพลงที่เชื่อว่าถ้าได้ลองฟังแล้วจะรู้สึกคุ้นๆ ทำนองขึ้นมาทันที
และหลายเพลงเป็นเพลงที่ไม่สามารถหาซื้อมาฟังได้ตามแผงเทปทั่วไป
 
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่รู้สึกคุ้มค่าที่ได้อยู่ฟังเพลงของวงสลึง
และรู้สึกดีใจที่ทำให้เพลงความหมายดีๆ เหล่านี้ไม่เลือนหายไปจากสังคมไทย
 
...
 
วันนี้รู้สึกว่าประเด็นจะหลากหลายเหลือเกิน
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างได้เกิดขึ้นแล้วในสถานที่เหล่านี้
 
...ที่ศาลายา
 
...
 
ที่ศาลายา
ผู้แต่ง: โต้ PH ศาลายา 14
สิ่งดีๆ ที่เคยให้กัน วันและคืนผ่านไป ผ่านไป
เริ่มจากวันที่เราเข้าใจ เราร่วมฝันใฝ่ตลอดมา
ทุกๆ สิ่งก็รู้ๆ กันอยู่ แม้บางทีก็ห่างไกล
ต้องไปตามความฝันอันยิ่งใหญ่ นานแม้นานเพียงไหน หัวใจยังอยู่
 
* มีเพียงเราเท่านั้นขอจงมั่นใจ นานเท่าไหร่ไม่เคยทิ้งกัน
เพราะว่าเรานั้น เพราะพวกเรานั้น คือเพื่อนกันอยู่
แม้ยากเย็นเพียงไหนขอเพียงพูดจา แล้วฉันจะกลับกลับมาหาเธอ
คิดถึงเสมอ จะกลับมาเจอ ที่ศาลายา
 
ไม่อาจลืมที่เคยสัญญาจะร่วมฟันฝ่าไปสู่กัน
สิ่งดีๆ ที่มีให้กัน เก็บไว้สร้างสรรค์เพื่อสังคมไทย
 
(ซ้ำ *)  
24/02/2006

เยี่ยมครู

วันนี้หลังจากสอบชีวะเสร็จ
ก็เดินทางจากศาลายา มุ่งหน้าสู่ใจกลางเมืองหลวง
ไปยังโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตึกอายุรศาสตร์ ชั้น 3 เตียง 6
ไปเยี่ยมคุณครูคนนึง
 
ครูคนแรกที่ได้สอนผมตอนขึ้นม.ปลาย
ครูที่สอนฟิสิกส์ผมมาตลอด 3 ปี
ครูที่สอนเลขผมมา 2 ปี
ครูที่เคยตักเตือนและตวาดผมทั้งเรื่องความเป็นระเบียบ ลายมือ และการส่งการบ้าน
ครูที่เคยเดินขึ้นตึกหกชั้นมาด้วยกันแรมปี
 
แต่มาวันนี้ ครูคนนี้เขากลับต้องมานอนที่ห้องรวมของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แห่งนี้
ครูคนนี้ของผมเขาป่วยเป็นโรคเนื้องอกในสมอง มะเร็งในเม็ดเลือด และพ่วงด้วยอาการไตวาย
 
...
 
ผมเข้าโรงเรียนสารสาสน์เอกตราตอนขึ้นชั้นม.4
คาบแรกของซัมเมอร์ ผมจำได้ดีว่า ผมได้เรียนกับม.พลกฤษณ์
และผมก็ได้เป็นลูกศิษย์ของม.มาตลอด 3 ปี
เนื่องด้วยตอน.4 กับม.6 ม.ได้สอนผมในวิชาหลักๆ ของสายวิทย์ตั้ง 2 วิชา
นั่นคือฟิสิกส์กับเลข
จึงได้เรียนกับม.พลกฤษณ์ทุกวัน
และก็ด้วยฝีมือของม.นี่แหล่ะ ที่ทำให้ผมรู้ว่าฟิสิกส์ต้องใช้ความละเอียดลออในการทำโจทย์มากเพียงใด
 
ความเข้มงวดในการทำโจทย์ฟิสิกส์ แล้วไหนจะข้อสอบที่เรียกได้ว่าหินสุดๆ บอกตรงๆ ว่าแรกๆ ผมก็ไม่เข้าใจว่าจะเข้มงวดไปทำไมหนักหนา
แต่พอโตขึ้นมาหน่อย ได้ลองทำโจทย์เอนทรานซ์เยอะขึ้น
ก็พบว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ม.พร่ำเตือนพร่ำสอน มันไร้ประโยชน์ซะเมื่อไหร่
แล้วยิ่งตอนนี้ได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย
พื้นฐานบางเรื่องที่ผมถูกม.ฝึกมาเป็นอย่างดี กลับหาไม่มีเลยในบางคน
 
...
 
จากคนที่เคยแข็งแรง
เดินขึ้นตึกหกชั้นได้
อดตาหลับขับตานอนเตรียมการสอน ตรวจการบ้าน และออกข้อสอบ
เป็นครูที่เวลาจะดีก็ดีเหลือหลาย แต่บทจะโหดก็โหดได้ใจ
 
มาวันนี้
ม.ต้องนอนอยู่ในห้องรวมของโรงพยาบาล ด้วยบรรยากาศอันแสนหดหู่
 
ม.นอนอยู่ที่เตียงด้านในสุดของห้อง
ตั้งแต่หน้าประตูเดินเข้ามา สองข้างทางเต็มไปด้วยคนป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลยสักคน
หลายเตียงเป็นคนแก่ๆ หัวล้านที่นอนอยู่เฉยๆ เหมือนไม่รับรู้อะไร
บางเตียงที่ส่งเสียครืดคราด
มีอยู่หนึ่งเตียงที่ต้องใช้ท่อซึ่งต่อจากท่อลมโดยตรง ทุกครั้งที่เขาหายใจออก จะสังเกตเห็นไอน้ำออกมาพร้อมกับอากาศด้วยเสมอ
 
เมื่อถามได้ความว่าม.นอนอยู่ที่เตียงไหน
ผมทำได้ ผมอยากเดินหนีออกไปจากห้องทันที หนีกลับไปบ้าน
เพราะผมไม่อยากเห็นสภาพของม.ที่ผมได้มาเห็นในวันนี้เลย
 
จากชายวัยกลางคนร่างเล็กอายุย่าง 50 ที่ยังดูแข็งแรง
วันนี้เขาหัวล้าน เนื่องจากหมอต้องเจาะสมองเพื่อนำเนื้องอกไปตรวจ
ภายใต้ชุดสีฟ้าของโรงพยาบาล ผมสังเกตเห็นหน้าอกของม.กระเพื่อมขึ้นลง
ไม่เดาก็รู้ว่า ม.เหนื่อยแค่ไหนที่ต้องหายใจเอาอากาศเข้าไป
และสภาพที่เรียกว่า "ผอมติดกระดูก" จะต้องถูกห่อหุ้มเอาไว้ข้างในแน่นอน
 
สภาพร่างกายของม.เป็นถึงขนาดนั้น
แต่ม.ก็ยังพยายามพูดกับผม
(ลืมบอก ผมไปกับเพื่อนรุ่นเดียวกันเกือบครึ่งห้องครับ)
ความจริงม.พูดกับพวกผมไม่กี่คำ
 
ม.ยังจำผมและเพื่อนผมทุกคนได้
และยังทักเรื่องน้ำหนักผมอยู่เหมือนเช่นเคยทุกทีที่เจอกัน
 
แต่เมื่อม.พูดว่า...
 
"ม.จะรอพวกคุณนะ...แต่ไม่รู้ว่าม.จะมีวันนั้นรึเปล่า"
 
พอได้ฟังแล้วภาพเก่าๆ เมื่อครั้งม.ยังเดินได้ ยังด่าได้ มันก็ย้อนกลับเข้ามา
แล้วน้ำตาที่กลั้นเอาไว้มันก็ไหลออกมา
 
...
 
ในชีวิตคนๆ หนึ่งมีคุณครูได้หลายคน
ในแต่ละคนคงมีคุณครูในดวงใจอยู่ไม่กี่คน
ผมเองก็เช่นกัน
สำหรับผมแล้ว คุณครูสอนฟิสิกส์คนแรกและคนเดียวตอนม.ปลายของผม
คือม.พลกฤษณ์ คนที่ด่าได้เก่งและเจ็บแสบมากกว่าใคร
คนที่ให้การบ้านฟิสิกส์ครั้งเดียว 30 ข้อ
คนที่ออกข้อสอบโดยมีสไปเดอร์แมนเข้าไปอยู่ในนั้นด้วย
และเป็นคนที่ทำให้ผมวิจักษ์ในโลกของฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์ และเป็นส่วนช่วยผลักดันให้ผมได้เข้าไปเรียนในคณะวิทยาศาสตร์
 
...
 
ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ผมนับถือ ช่วยดลบันดาลให้คุณครูคนนี้หายจากโรคภัยโดยเร็วไวด้วยเถอะ
 
เพราะคนแรกๆ ที่ผมอยากใส่ชุดครุยสีน้ำเงินแถบส้มพร้อมใบปริญญาบัตรวิทยาศาสตร์บัณฑิตไปอวด ก็คือคุณครูของผม...คุณครูที่ชื่อว่า ม.พลกฤษณ์ จำหาญ
 
...
 
ปล1."ม." ย่อมาจาก "มาสเตอร์" เป็นคำที่ใช้เรียกนำหน้าชื่อครูผู้ชาย แต่เด็กเอกตราส่วนใหญ่จะออกเสียงควบเป็น /มาสเซอร์/ มากกว่า
ปล2.ไดอารี่นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคม แต่กว่าจะเขียนเสร็จก็กินเวลาเกือบ 1 วันพอดี เนื่องจากวันนี้มีสอบครับ ไม่อยากนอนดึก
ปล3.จะปิดเทอมแล้ว แต่ดูเหมือนไม่ได้ปิดเลย กิจกรรมช่วงปิดเทอมมากมายก่ายกอง
ปล4.เหลือวันจันทร์อีกวันเดียวกับภาษาอังกฤษ
ปล5."อำลาศาลายา 24" จันทร์นี้ 6 โมงถึงเที่ยงคืน ณ.ลาน SS
ปล6.อาทิตย์นี้นอนน้อยมาก ขอบตาดำปี๋เลย
ปล7.อ้อ 2 เมษานี้อย่าลืมไปเลือกสส. 19 เมษาอย่าลืมไปเลือกสว. นะครับ
ปล8.ง่วงชะมัด ไปละคร้าบบ
12/02/2006

วันพระแห่งความรัก

วันสำคัญที่จะมีขึ้นในอาทิตย์หน้า เป็นวันอะไร?
ถ้าเอาไปถามวัยรุ่นล่ะก็
เชื่อว่า 8 ใน 10 ต้องตอบว่า "วันวาเลนไทน์"
 
แล้ววันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสามที่ทุกคนเคยท่องจำขึ้นใจตอนเรียนสปช.ล่ะ หายไปไหน?
 
...
 
ในวันพรุ่งนี้ ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญ 4 อย่างที่ไม่น่าเกดขึ้นได้ขึ้นพร้อมๆ กันในสมัยพุทธกาล
หรือที่เรียกกันว่า "จาตุรงคสันนิบาต"
 
พระสงฆ์หนึ่งพันสองร้อยห้าสิบรูปมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย
ทั้งหมดล้วนเป็นพระสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ด้วยตนเอง
พระสงฆ์ทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์
และเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในวันที่พระจันทร์เต็มดวงเป็นครั้งที่สามในรอบปีของปฏิทินทางจันทรคติ
 
...
 
ในวันนั้นพระพุทธเจ้าทงแสดงธรรมที่เรียกว่า "โอวาทปาติโมกข์"
เป็นหลักธรรมที่ถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
นั่นคือ การไม่ทำบาป ทำแต่กุศลให้พร้อม และทำจิตใจให้ผ่องใส
หากสามารถทำได้ "นิพพาน" ก็จะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
 
...
 
พระพุทธเจ้าทรงแนะหลักธรรมที่จะพาสัตว์โลกไปสู่ความสุขสงบที่แท้จริง
ถ้าเรารักใครสักคน ย่อมมีความปรารถนาดีต่อคนผู้นั้น
 
งั้นมันคงจะไม่ผิดนัก
ที่ผมจะบอกว่าวันมาฆบูชา เป็นวันแห่งความรักทางพระพุทธศาสนา
 
...
 
แต่ปัจจุบันนี้ ความรู้เรื่องวันมาฆบูชา มีอยู่ในหนังสือเรียนตามหลักสูตรเท่านั้น
ในขณะที่วันวาเลนไทน์ กลับถูกพูดถึงบ่อยครั้งทั้งในรายการทีวี และวิทยุ
ยังไม่นับตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศที่วัยรุ่นชอบไป ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ผับ บาร์
บรรดาภัตตาคารของโรงแรมชื่อดัง ต่างเข็นโปรโมชันออกมาต้อนรับวันวาเลนไทน์กันยกใหญ่
 
ทุกสถานที่ทุกหนทุกแห่งจัดงานต้อนรับวันแห่งความรัก หรือพูดให้ถูกคือวันที่นักบุญวาเลนไทน์ถูกประหารชีวิต
 
แต่ไม่เห็นสถานที่ที่วัยรุ่นชอบไปที่ไหนทำอะไรเพื่อวันมาฆบูชาบ้างเลย
 
...
 
พุทธศาสนิกชนวัยรุ่นทั่วไปต่างสนใจที่จะเสียตัวครั้งแรกในวันที่นักบุญวาเลนไทน์ตาย
 
แต่กลับไม่เคยสนใจที่จะปฏิบัติตนตามตัวอย่างของหน้าที่ชาวพุทธที่ดี ในวันมาฆบูชาเลย
 
...
 
วันนี้เรื่องอัพออกแนววิชาการเครียดๆ อีกแล้วเนอะ ถือซะว่าอัพให้เข้ากับการสอบปลายภาคที่กำลังจะใกล้เข้ามาละกัน
 
ไม่ได้อัพมาซะนาน เป็นอีกช่วงหนึ่งของชีวิตที่ปล่อยอะไรให้ผ่านไปอีกแล้ว
 
เดี๋ยววันไหนว่างๆ ซักวัน (ซึ่งพักนี้หาไม่ค่อยมี) จะมาเล่าความเป็นไปให้ฟังนะ 
14/01/2006

"ลุ้น"

ย้อนกลับไปเมื่อวันแรกพบ ตอน รวมพลคนสีน้ำเงิน
ช่วงเวลาบ่ายๆณ.หอประชุมอารีย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
เสียงเพลงเพลงหนึ่งก็ดังขึ้น เรียกได้ว่า เป็นเพลงที่สามารถสะกดอารมณ์ของคนทั้งหอประชุมได้อยู่หมัดเลยทีเดียว
 
"แอบลุ้นตั้งแต่วันที่ไม่รู้จัก
อยากทักเมื่อวันที่ได้เห็นหน้า
อยากพบ อยากคุย อยากสบสายตา
สรรหคำใดมาสื่อไมตรี"
 
แค่อินโทรและวรรคแรกของเพลงผ่านไป
นัยน์ตาของใครต่อใครหลายคนในห้องประชุมก็รื้นไปด้วยน้ำตาแล้วล่ะ
 
ความในใจของพี่ๆ ได้ส่งผ่านมาถึงเฟรชชี่อย่างพวกเราทุกคน ด้วยเพลงเพลงนี้
เพลงที่ผมเข้าใจแล้วว่า อาการ "ลุ้น" ของรุ่นพี่ มันเป็นอย่างไร
 
...
 
วันนี้มีการประชุมสรุปค่าย MAS Camp ครั้งที่ 17 ที่คณะวิทย์ พญาไท
คุยกันเรื่องความผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาค่าย
ทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง และในทุกๆ กิจกรรม
และรวมถึงหาทางแก้ไขปัญหา เพื่องานครั้งต่อๆ ไปด้วย
 
การประชุมแบ่งออกเป็น 2 ช่วง...เช้ากับบ่าย
ช่วงเช้าคุยกันในงานเบื้องหลัง
เหรัญญิก พัสดุ สวัสดิการ สถานที่ ขนส่ง แสงเสียง พยาบาล และเบื้องหน้านิดๆ หน่อยๆ อย่างคอรัส และโฟโต้
ส่วนช่วงบ่ายก็คุยเรื่องเบื้องหน้ากันต่อ กิจกรรม พี่กลุ่ม ไทม์เมอร์ สันทนาการ
เรื่องที่จะคุยหมดแล้ว ก็มาสู่เรื่องเบ็ดเตล็ด
 
ช่วงนี้พี่ๆ ทั้งปี 2 ปี 3 ก็จะให้คำแนะนำในการทำค่ายครั้งต่อๆ ไป
 
รวมถึงบอกให้เตรียมหาคนที่จะไปต้อนรับน้องๆ ในวันสอบสัมภาษณ์+ตรวจร่างกาย
หาคนถ่ายรูปและคนวัดเสื้อกาวน์+เสื้อแสตนด์ในวันรายงานตัว
 
และสุดท้ายก็ฝากฝังให้ปี 1 ถ่ายทอดความเป็นศาลายาให้รุ่นน้องด้วย เหมือนที่รุ่นพี่ได้ถ่ายทอดมาให้
 
แล้วก็ปิดประชุม ถือเป็นการปิดค่ายวิทย์ครั้งที่ 17 อย่างสมบูรณ์
 
...
 
ขากลับ เดินกลับกับเพื่อนอีก 2 คน โดยเดินผ่านถนนโยธีไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
ถือเป็นระยะทางที่ไม่ใกล้ แต่ก็ไม่ไกล
เดินคุยกันไปตลอดทาง จนกระทั่งมีคนๆ นึงพูดขึ้นว่า
 
"จะขึ้นปี 2 แล้วเนอะ เรายังจำวันที่เราไปตรวจร่างกายที่ศิริราชได้อยู่เลย"
 
นั่นสิ ผมยังจำวันที่ตื่นขึ้นมาตอนเช้ามืด เพื่อเช็คผลสอบรับตรง
Walk Rally ตรวจร่างกายที่แสนจะวุ่นวายที่ศิริราช
การสัมภาษณ์ที่พญาไทอันน่าตื่นเต้น
ผมยังจำมันได้ติดตา เหมือนว่ามันเพิ่งผ่านมาไม่กี่วันมานี้นี่เอง
 
ทั้งๆ ที่อีกไม่กี่วัน ผมก็จะมีรุ่นน้อง มีน้องรหัสกะเค้ามั่งแล้วเหมือนกัน
 
...
 
ผมลุ้น...ว่าน้องรหัสคนนี้จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย (หรือไม่สามารถระบุเพศได้)
ผมลุ้น...ว่าน้องรหัสคนนี้เขาชอบกินอะไร (จะได้ซื้อของไปเทคได้ถูกใจ)
ผมลุ้น...ว่าน้องรหัสคนนี้เขาจะไม่ซิ่ว ไม่ลาออกไปไหน
ผมลุ้น...ว่าผมจะทำตัวเป็นพี่รหัสได้ดีแค่ไหน
 
ถึงตอนนี้ ผมเข้าใจความรู้สึกของพี่ เวลาที่พี่เค้าร้องเพลง "ลุ้น" แล้ว
 
ผมเชื่อว่า รุ่นพี่ทุกคน เมื่อถึงเวลาแบบนี้ของทุกปี
ก็คงลุ้นกันจนตัวโก่ง...ไม่แพ้กัน
 
...
 
พอมาถึงตอนนี้ ก็ถึงคิวที่ของผมที่จะ "ลุ้น" บ้างแล้ว
 
ปล1.จะมีน้องแล้ว...ดีใจมั่คมาก :)
ปล2.อยากเห็นหน้าน้องรหัสเร็วๆ จัง
 

ลุ้น

Artist: ศุ บุญเลี้ยง

 

แอบลุ้นตั้งแต่วันที่ไม่รู้จัก
อยากทักเมื่อวันที่ได้เห็นหน้า
แรกพบ อยากคุย อยากสบสายตา
สรรหาคำใดมาสื่อไมตรี

 

* คนดีมาเป็นขวัญใจของพี่
ณ. ที่แห่งนี้ ยินดีต้อนรับเสมอ
โลกหมุนให้เราได้มาพบเจอ
ไม่ใช่ละเมอ เราได้เจอกันแล้วจริงๆ

 

** ผูกพันดังสายไหมในโรตี
จะคอย...คอยลุ้นคนดีร่ำไป
แห่งไหนที่ใจของเธอใฝ่ฝัน
จะเป็นมิ่งขวัญซึ่งกันและกันและตลอดไป

 

ซ้ำ *, **

 

ต่างเป็นมิ่งขวัญซึ่งกันและกันและ...ตลอดไป

 
 
13/01/2006

Personality Quizes

ตามอ่าน Space ของนินนาทได้พักใหญ่ละ เห็นว่าหนุกดี เลยลองเอามาลง...

 

What Type of Killer Am I?

 

Magic


You kill with magic.
You are very skilled with magic, but have poor
fighting skills. But it doesn't really matter
anyway since it can be as powerful as other
weapons. You are probably missunderstood by
people and have some pain inside you. You are
not the kind of person to start a fight, but if
you are provocted you respond. You probably
don't have that many friends either though you
might want some. According to you life is a
lonely journey and you try not to care to much.
Most people who are witches or anything similar
is thought to be evil and want to see all
people suffer. That however is not true. You
don't feel that much joy seeing others in pain.
You are probably peaceful and quiet when left
alone.

Main weapon: Potions and spells
Quote: "A man can be destroyed but
not defeated" -Ernest Hemingway
Facial expression: Blank eyes

What Type of Killer Are You? [cool pictures]
brought to you by Quizilla

 

What Do I Need In My Life

 

Love


You need love.
You are a pretty normal, well-rounded person
that just craves that fairy tale love where you
will be swept off your feet and live happily
ever after. Chances are that you fantasize or
dream about it so much that you either see all
the guys/girls as unromantic or you tell
yourself that anyone could be your soulmate.
You long to have someone by your side and you
want to give back on the romance part too, not
just give.

What Do You Need in Your Life? [dark pics]
brought to you by Quizilla

 

What Is My Element

 

Fire element


Your element is Fire. Like fire, you have a hot
temper and you can be warm and loving as well
and angry and wild. It all really comes down to
what you are feeling. You have a lot of close
friends who you are very protective over, and
with your temper probably some enemies too. You
are not Miss/Mr Popular in school since you are
your own person and don't want to be forced
into behaving this or that way. You are the
untamed wild horse, the kind that everyone
wants to catch. But you don't want to be tied
down for the moment and just keep going with
your little crushes. Your will is strong and if
you set your mind to do something, you will
most likely succeed. But beware, your friends
may not always accept your mood-swinging
behaviour. Even if you don't mean to be mean,
they can still feel hurt. You just need to
start thinking some things through before you
do them, and not always jump in with so much
courage. One day you may be hurt because of
that, but then again, your element isn't fire
if you start to analyse situations before you
act. After all, your nature is to shoot first
and ask the questions later.

What is your element? [with pics + detailed answeres]
brought to you by Quizilla

 

What Wise Quote Fit Me?

 

Old Friends


What wise quote fits you? [pics]
brought to you by Quizilla

 

ถ้าว่างๆ ก็ลองเล่นดูนะครับ

 
11/01/2006

จิตตก

เค้าเรียกอาการอย่างงี้ว่าจิตตกป่าวหว่า?

รู้สึกเบื่อๆ เซ็งๆ ยังไงไม่รู้สิ เป็นมาตั้งหลายวันแล้ว

ปกติจะมองโลกในแง่ดีตลอด

แต่เดี๋ยวนี้มองอะไรชอบติดลบและมีอคติอยู่เรื่อยเลย

วันนี้ขอบ่นๆ ซักวันละกัน

 

...

 

จริงๆ ตั้งแต่เข้ามาเรียนที่ศาลายา มันก็จะมีช่วงเวลาจิตตก หรือช่วงเวลาที่ทำให้ยิ้มยากอยู่เรื่อยๆ

ขอระบายสาเหตุที่ทำให้จิตตกหน่อยละกัน...

ครั้งแรก...เป็นเพราะมีปัญหากับเพื่อน

ก็เพราะความงี่เง่าและนิสัยไม่ดีที่ติดตัวมา นั่นคือการพูดโดยไม่ยั้งคิด

ไปบอกข้อมูลส่วนตัวของเพื่อน (หอพัก บ้านเกิด ฯลฯ) ให้กับอาจารย์ที่ชอบเอาข้อมูลพวกนี้มาแซวในห้องเรียน (SCMU คงรู้นะใคร)

พอเพื่อนคนนั้นรู้เหรอ? มันก็ไม่พูดกับเรา ทำเหมือนกับเราไม่มีตัวตนซะงั้น! 

แล้วเราก็คิดไปว่า มันคงโกรธ

พอคิดอย่างนั้นก็เลยเริ่มตีตัวออกห่างจากมันซะเลย

ผ่านไปเกือบเดือนด้วยอาการจิตตก

ก็กลัวว่าจะเสียเพื่อนไปนี่นา เป็นคนแรกที่ชวนเราไปนั่งกินข้าวด้วยกัน ได้อยู่กลุ่มค่ายเสริมเดียวกัน รับน้องใหญ่กลุ่มเดียวกัน 

จนในที่สุดก็ทำใจดีสู้เสือเดินเข้าไปคุย แล้วมันก็บอกว่าไม่มีอะไร แกล้งเราเล่นเฉยๆ >.<

ทำกันได้...คนเรา

 

...

 

อาการจิตตกครั้งต่อมาเกิดจากความผิดหวังเกี่ยวกับการเลือกเรียนวิชา Chorus ในมหาลัย

Chorus เป็นวิชาเลือกเสรีครับ แต่เนื่องด้วยเหตุผลที่ผมกำลังจะสาธยายต่อไปนี้ ทำให้ Chorus เป็นวิชาเลือกเสรีที่ไม่สามารถเลือกได้ เป็นแค่วิชาที่พิมพ์อยู่ในคู่มือนักศึกษาให้เปลืองน้ำหมึกเล่นๆ ไปงั้นเอง

  1. Chorus ไม่สามารถเรียนคนเดียวได้ อย่างน้อยต้อง 20 คนขึ้นไป
  2. คนไม่ค่อยรู้กันว่า Chorus มีอยู่ในหลักสูตร
  3. ต้องลงเรียนสาขาวิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ 9 หน่วยกิต (บางภาคก็ 8 หน่วย) ไม่งั้นไม่จบ
  4. เทอมแรกทางมหาลัยเค้าบังคับลงวิชาให้ ไม่สามารถลงเองได้ตามใจชอบ
  5. ใน 1 เทอม เรียนได้มากสุดแค่ 22 หน่วยกิต
  6. สำคัญที่สุด...ปีแรกเรียนที่ศาลายา ปี 2 3 4 เรียนที่พญาไท

คืองี้ครับ เทอมแรกลงอะไรเพิ่มไม่ได้เลย

เทอมนี้ลง Chorus เพิ่มไม่ได้ เพราะข้อ 5

จะเอา Chorus ไปแทนวิชาเลือกอื่นๆ ไม่ได้ เพราะข้อ 3

จะเรียน Chorus ตอนปีหลังๆ หรือเรียน Chorus ก่อนแล้วเรียนวิชาอื่นปีหลังๆ ไม่ได้ (ความจริงทำได้ครับ แต่เหนื่อย) เพราะข้อ 6

และเพราะข้อ 1 กับ ข้อ 2 ทำให้ไม่ค่อยมีพลังเสียงมากพอที่จะไปเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบใดๆ ได้

ผมเพิ่งรู้ถึงความจริงก็เมื่อตอนที่พี่ฝ่ายการศึกษาเค้าอธิบายให้ฟัง

ยัง...ยังซ้ำเติมกันไม่พอครับ

อีกไม่กี่วันต่อมาหลังจากรู้ความจริง

ก็มีประกาศแปะที่หน้าห้องฝ่ายการศึกษา บอกว่านศ.วิศวะคนใดสนใจเรียน Chorus ให้ไปลงทะเบียนได้ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์

จิตตกในกรณีนี้รุนแรงมาก เพราะถึงขั้นคิดจะซิ่วไปจุฬาเลยทีเดียว

 

(คิดตั้งแต่ติดรับตรงแล้วล่ะว่า จะเลือกอะไรดีระหว่าง CU Chorus กับคณะวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดของประเทศไทย)

...

 

จิตตกครั้งล่าสุดและยังมีผลมาถึงปัจจุบัน คือวิชาที่มีชื่อว่า Integrated Humanities (มนุษยศาสตร์บูรณาการ) 

คนที่ได้เรียนกับอ.วารีญาจะรู้ดีว่ามันเป็นยังไง

พรุ่งนี้ SC ปี 1 ต้องจัดนิทรรศการมนุษยศาสตร์บูรณาการครับ คงไม่มีใครว่าอะไรเลย ถ้าอ.เค้าไม่สั่งงานเมื่อวันพฤหัสที่แล้ว

คืออาทิตย์ที่แล้วก็วุ่นๆ กับงาน Thanks กันทั้งคณะ สรุปคือกว่าจะประชุมงานกันจริงๆ ก็คือเมื่อวันจันทร์นี่เอง

 

เลยเกิดคำถามขึ้นมาว่า..."ทำไมต้องเรียน Humanฯ ด้วยว้า~"

 

...

 

แต่ไม่เป็นไรนะครับ เดี๋ยวสักพักก็คงกลับมาเริ่งร่าท้าชั้นไขมันได้เหมือนเดิมเองล่ะน่า...

03/01/2006

Noel ปาฏิหาริย์ฝัน วันคืนหนาว

ถ้าเอ่ยถึงคืนวันคริสต์มาสอีฟ
สิ่งแรกๆ ที่ทุกคนนึกถึง
ก็คงไม่หนีพ้น ต้นสน Ever Green สีเขียวต้นใหญ่ประดับประดาไปด้วยของประดับมากมาย
ร้านค้า โรงแรม และบ้านเรือนที่เต็มไปด้วยไฟฉลอง ต้นคริสต์มาส และพวงหรีด
เพลง Carol เพราะๆ มากมาย
ไก่งวง งานเลี้ยงสังสรรค์ และกล่องของขวัญสีแดงสีเขียวละลานตา
อากาศหนาว หิมะ และความสนุกสนานรื่นเริง
 
ทุกๆ คนล้วนมีความสุขท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น
 
แต่ไม่แคล้วก็ยังมีบางคนที่ไม่รู้สึกสนุกไปกับเทศกาลนี้
 
แม่ม่ายวัย 40 กว่าปีที่ห่วงคนอื่นจนลึมนึกถึงตัวเองกับแม่ที่เป็นโรคอัลไซม์เมอร์
ชายผู้ซึ่งนอนเฝ้าเตียงคนไข้อันโดดเดี่ยว
ตำรวจหนุ่มขี้หึงหวงที่เพิ่งทะเลาะกับคู่หมั้นสาวและเรื่องวุ่นๆ ของตาแก่ที่แอบปิ๊งเขา
ชายหนุ่มผู้ซึ่งยอมให้ข้อมือของตัวเองโดนหักในวันคริสต์มาสอีฟ
 
จะมีปาฏิหาริย์ใดๆ เกิดขึ้นในคืนคริสต์มาสอีฟหรือไม่?
แล้วบทสรุปจะมุ่งไปในทิศทางใด?
 
...
 
หากคุณยังจำเรื่องราวความรักในรูปแบบต่างๆ กัน 5 รูปแบบในภาพยนตร์เรื่อง Love Actually ได้ และยังจดจำถึงความรู้สึก "อิ่ม" หลังจากเดินออกจากโรงหนังได้ล่ะก็
ผมตั้งใจจะบอกคุณว่า Noel ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สามารถให้คุณกลับมารู้สึกแบบนั้นได้อีกครั้งในวันคริสต์มาส
 
แต่ด้วยการดำเนินเรื่องที่ต่างออกไป
Noel นั้นเครียดกว่า เศร้ากว่า และเป็น Drama มากกว่า
 
เรื่องราวทั้งหมดใน Noel
เกิดขึ้นและจบลงภายในช่วงเวลาเย็นของวันที่ 24 จนถึงเช้าของวันที่ 25 ธันวาคม
โดยปกติแล้วมันคือช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองกันภายในครอบครัวและหมู่เพื่อนฝูง
 
แต่สำหรับตัวละครหลักในเรื่องนี้
อาจจะพูดได้ว่านี่เป็นคริสต์มาสที่เลวร้ายที่สุดของพวกเขา
 
และในช่วงเวลานี้ ที่ทุกชีวิตและความรู้สึก ต่างปรารถนาว่า...จะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นกับตนเอง
 
...
 
สำหรับผม ผมว่า Noel เป็นหนังรักที่สามารถเข้าไปดูคนเดียวได้โดยไม่รู้สึกเหงา
ด้วยอารมณ์ในหนังทั้งสุข เศร้า เหงา รัก และมุขตลกนิดๆ พร้อมด้วยการหักมุมหน่อยๆ เกือบตลอดทั้งเรื่อง
จึงอาจเรียกได้ว่า Noel...เป็นอีกหนึ่งหนังดี ที่มีโรงฉายน้อยอีกเรื่องหนึ่ง
 
ถ้าอยากเสพหนังสักเรื่องที่ดูง่ายๆ อิ่มๆ รับกับเทศกาลแห่งความสุขที่เพิ่งผ่านพ้นไป
Noel...ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่คุณไม่ควรพลาด
 
 ...
 
ปล1.ผมขอเตือนเอาไว้ก่อนว่า คุณอาจจะต้องหลั่งน้ำตาให้กับหนังเรื่องนี้โดยไม่รู้ตัว
ปล2.Noel เป็นคำใช้เรียกช่วงเวลาของคริสต์มาส (24 ธันวาคม - 6 มกราคม) เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเกิดของพระเยซู รากศัพท์มาจากภาษาละติน และ Noel ในภาษาฝรั่งเศสยังหมายถึง Christmas ในภาษาอังกฤษอีกด้วย
29/12/2005

Punishment

1 ปีสึนามีเพิ่งผ่านไปหยกๆ
จำได้ว่าปีที่แล้ว ช่วงที่กำลังเกิดสึนามิ ผมกำลังนั่งเรียนพิเศษอยู่แถวๆ สะพานเหลือง
กว่าจะกลับถึงบ้าน ทีวีเกือบทุกช่องก็กำลังรายงานข่าวเรื่องสึนามิพอดี

รายงานข่าวในช่วง 2-3 วันหลังจากนั้น บอกว่าได้พบผู้เสียชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ
จากไม่กี่ร้อย ขึ้นหนึ่งพัน สองพัน สามพัน และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดตัวเลขมาหยุดที่ห้าพันกว่าๆ
ยังไม่รวมความเสียหายของสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่ริมทะเล
ช่วง High Season ของทะเลแถบนั้นต้องหยุดชะงักลงหลังจากเริ่มต้นได้เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น

กรมอุตุนิยมวิทยาถูกเพ่งเลงอันเนื่องมาจากความล่าช้าในการเตือนภัย

แต่ในความเป็นจริง จำนวนผู้เสียชีวิตและสิ่งปลูกสร้างที่พังทลายจะน้อยลงกว่านี้มาก
ถ้าไม่มีการแผ้วถางป่าชายเลนให้หมดไปจากพื้นที่ริมทะเลแถบนั้นซะก่อน

...

ป่าชายเลน (Mangrove Forest) เป็นสังคม (Community) ของพืชจำพวกไม้ยืนต้น (Tree) หรือไม้พุ่ม (Shrub) ที่ขึ้นอยู่ตามปากแม่น้ำ (Estuary) ปากอ่าวหรือชายฝั่งทะเลในระดับที่น้ำทะเลสามารถท่วมถึงในเวลาที่น้ำขึ้นสูงสุด โดยมีพรรณไม้เด่น คือไม้สกุลโกงกาง (Rhizophora)
ป่าชายเลนนอกจากจะเป็นแหล่งอนุบาลลูกสัตว์ทะเลซึ่งเป็นอาหารของสัตว์ใหญ่แล้ว ป่าชายเลนยังช่วยกรองของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมก่อนที่จะไหลลงสู่ทะเลด้วย นอกจากนี้ ประโยชน์ที่จะช่วยลดความรุนแรงของสึนามิลงได้ คือ ป่าชายเลนจะทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังชีวภาพ สามารถลดความแรงของคลื่นยักษ์ ก่อนที่จะเข้าโถมชายฝั่งได้ถึง 80% และในกรณีที่เกิดสึนามิแล้ว ป่าชายเลนยังช่วยไม่ให้ขยะหรือสิ่งปฏิกูลจากชายฝั่งไหลลงกลับไปทับปะการังในทะเลได้อีกด้วย (อ้างอิงจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 29 ธันวาคม 2548)

ไม่ว่าจะเป็นการเผาป่าชายเลนเพื่อเอาพื้นที่ไปทำนากุ้ง เอาไปทำรีสอร์ท บังกะโลหรือโรงแรม และนำไปปลูกสร้างบ้านเรือน หรือด้วยคุณสมบัติพิเศษของไม้โกงกางที่สามารถนำไปทำถ่านชั้นเยี่ยมได้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าสภาพการณ์ของป่าชายเลนของประเทศเข้าขั้นวิกฤต

...

ดังจะเห็นได้จากรายการข่าวที่นำเสนอภาพถ่ายดาวเทียมซึ่งแสดงให้เห็นว่าสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์ “ราบเป็นหน้ากลอง” เมื่อเกิดสึนามิ

แปลกใจไหม? ที่สิ่งปลูกสร้างอันน่าภาคภูมิใจของสถาปนิกและวิศวกร ในด้านความแข็งแกร่ง เทียบไม่ได้เลยกับผลงานของธรรมชาติที่ผ่านการวิวัฒน์และการคัดเลือกตามธรรมชาติมาเป็นเวลาหลายล้านปี

...ป่าคอนกรีตของมนุษย์พังยับ
ในขณะที่ป่าชายเลนช่วยหยุดยั้งคลื่นยักษ์นี้ได้

...มิหนำซ้ำ ปฏิกูลและมูลฝอยของมนุษย์ที่ถูกพัดพาลงทะเล ยังไปสร้างความเสียหายกับระบบนิเวศชายฝั่งน้ำตื้น
ในขณะที่ป่าชายเลนสามารถเป็นกำแพงกั้นสิ่งเหล่านี้ไม่ให้ไหลลงสู่ทะเล

จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เราจะเห็นสภาพ “ราบเป็นหน้ากลอง” ของอาคารน้อยใหญ่ และซากแห่งอารยธรรมลอยเต็มทะเลอันดามัน ก็ในเมื่อครั้งหนึ่ง พื้นที่แถบนั้นเคยเป็นป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์มาก่อน

...

มนุษย์ต้องไม่อยู่เหนือธรรมชาติ
เพราะมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

 

ปล.ออกแนววิชาการจัง - -"

26/12/2005

Alien Species การรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น

ถ้าพูดถึงคำว่า Alien เพื่อนๆ คงจะนึกถึงหนังจากฮอลลีวู้ดที่มักจะมีมนุษย์ต่างดาวตัวร้ายคอยจ้องจะมาทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่บ่อยๆ อย่างล่าสุดคงหนีไม่พ้นเรื่อง War of the World หรือถ้าย้อนหลังไปซักหน่อยก็จะเป็น Starship Troopers, ID4 และ Mars Attack บางคนอาจจะนึกไปถึงหนังแนว Sci-fi Action ฮาๆ อย่าง Men in Black ทั้ง 2 ภาค ที่ดูแล้วอดคิดไม่ได้ว่าไอ้เมทเราคนนี้มันมาจากดาวเสาร์รึเปล่า หรืออาจารย์สอนเคมีคนนี้เค้าต้องมาจากดวงจันทร์แน่ๆ เพราะออกข้อสอบผิดแผกแปลกไปจากอาจารย์ชาวโลกคนอื่น บางคนที่จำความได้ก็น่าจะยังไม่ลืมมิตรภาพระหว่างเด็กชายคนหนึ่งกับมนุษย์ต่างดาวและฉากขี่จักรยานผ่านดวงจันทร์เต็มดวงจากภาพยนตร์เรื่อง E.T เพื่อนๆ หลายคนคงนึกสงสัยแล้วใช่ไหมครับว่าทำไมในบทความชีววิทยาถึงใช้ Alien เป็นชื่อเด่นหราขนาดนี้ ถ้าอยากรู้แล้วล่ะก็ ติดตามอ่านวรรคต่อไปได้เลยครับ

 ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Alien Species) หมายถึงชนิดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยอาศัยอยู่ระบบนิเวศนั้นแต่เดิม แล้วถูกนำพาเข้ามาโดยการอพยพ ติดมากับคน เครื่องบินหรืออาจถูกพายุพัดมา พวกเอเลียนแตกต่างจากนกอพยพตรงที่นกพวกนั้นมาอาศัยอยู่พักหนึ่งแล้วก็กลับไปตามธรรมชาติ แต่พวกเอเลียนจะมาอยู่แล้วอยู่เลย ปกติสิ่งมีชีวิตสามารถเคลื่อนย้ายหรือแพร่กระจายในธรรมชาติได้อยู่แล้ว แต่เป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป และมีการคัดเลือกทางธรรมชาติคอยคัดสรรและปรับปรุงระบบนิเวศให้สมดุล แต่ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ที่การคมนาคมมีทั้งเรือเดินสมุทร เครื่องบิน หรือแม้แต่ถนนและทางรถไฟที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศ ประกอบระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่มุ่งเน้นผลกำไร ทำให้ชนิดพันธุ์ต่างๆ แพร่กระจายอย่างรวดเร็วกว้างขวางไปทั่วโลก เป็นผลให้ระบบนิเวศน์ดั้งเดิมที่ผ่านการวิวัฒนาการมายาวนานต้องเผชิญหน้ากับพืชและสัตว์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

 ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นนี้บางชนิดไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้และต้องสูญพันธุ์ไป บางชนิดก็สามารถปรับตัวและอยู่ร่วมกับระบบนิเวศน์นั้นๆ ได้อย่างไม่รบกวนสมดุล แต่บางจำพวกนอกจากปรับตัวเข้ากับถิ่นใหม่ได้ดีแล้ว ยังพัฒนาจนกลายเป็นสายพันธุ์ที่ก้าวร้าว เนื่องจากพวกมันแข็งแรงหรือดุร้าย แพร่พันธุ์ได้รวดเร็ว แก่งแย่งอาหารเก่งกว่า และยังไม่มีศัตรูตามธรรมชาติในท้องถิ่นเดิมมาควบคุมจำนวนประชากร ชนิดพันธุ์พวกนี้เราเรียกว่าชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน (Invasive Alien Species)
 ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงตอความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก พวกมันทำให้ชนิดพันธุ์พื้นเมืองลดจำนวนลงหรืออาจถึงขั้นสูญพันธุ์ ทำให้ระบบนิเวศน์เปลี่ยนแปลง ก่อให้เกิดปัญหาตามมาเป็นลูกโซ่ ดังเช่นตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วทั่วโลก
 เชื้อรากบจากอเมริกาแพร่เข้าไปในประเทศปานามา ทำให้กบพื้นเมือง 4ชนิดสูญพันธุ์ แมวบ้านที่อเมริกานำเข้าเกิดการแพร่พันธุ์จนไม่สามารถควบคุมได้ แมวเหล่านี้ฆ่านกในสวนสาธารณะถึง 10 ล้านตัวต่อปี ด้วงหนวดยาวจากประเทศญี่ปุ่นไประบาดในนิวยอร์กและทำลายไม้ยืนต้นเสียหายเป็นจำนวนมาก ปลาแซลมอนในแม่น้ำของประเทศนอร์เวย์กว่า 30 แห่งได้สูญหายไปหลังจากมีการเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนจากทะเลบอลติก งูต้นไม้สีน้ำตาลซึ่งติดไปกับเครื่องบินขนอาวุธยุทโธปกรณ์สู่เกาะกวม ทำให้ประชากรกบ เขียด กิ้งก่า ลดจำนวนลง และนกพื้นเมืองของเกาะกวมสูญพันธุ์ไปกว่า 14 ชนิด เมล็ดแคร็อตป่าจากอเมริกากลางติดไปกับตู้คอนเทนเนอร์และแพร่พันธุ์สู่ประเทศอินเดีย รุกรานพืชไร่อื่นๆ อย่างรุนแรง

 สำหรับประเทศไทยเองก็มีชนิดพันธุ์ต่างถิ่นอยู่เป็นจำนวนมาก บางชนิดอาศัยมาเนิ่นนานจนคนส่วนมากนึกว่าเป็นพืชพันธุ์พื้นเมืองไปเสียแล้ว บางชนิดก็เป็นพืชและสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ แต่บางชนิดกลายเป็นผู้รุกรานสร้างปัญหาและความเสียหายอย่างมาก เรามาดูกันซิว่า อะไรบ้างที่ถือเป็นพันธุ์ต่างชนิดที่รุกรานในประเทศไทย ผมพนันว่าบางชนิดเพื่อนๆ อาจจะนึกไม่ถึงเลยด้วยซ้ำว่ามันเป็น

 สิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่จะพามาแนะนำก็คือผักตบชวาครับ (ใช่แล้ว ผักตบชวาที่เป็นวัชพืชน้ำสีเขียวๆ ที่ลอยคออยู่ตามแหล่งน้ำทั่วประเทศนั่นแหล่ะครับ) เดิมทีผักตบชวามีถิ่นกำเนิดที่ทวีปอเมริกาใต้ แต่มันไม่ได้ก่อปัญหาใดๆ เพราะมีศัตรูธรรมชาติเช่นแมลงและโรคพืชคอยควบคุมการระบาด เมื่อถูกนำมาสู่ถิ่นใหม่ จึงมีการระบาดอย่างรุนแรง
 ผักตบชวาถูกนำเข้าประเทศไทยครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2444 เมื่อครั้งสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ได้ทรงตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสที่เกาะชวา ทอดพระเนตรเห็นดอกผักตบชวาสวยงามก็พอพระทัย โปรดให้นำกลับมาปลูกที่วังสระปทุมเพื่อเป็นไม้ประดับในน้ำ โดยนายทหารเรือ ร.ท. โดด หม่องมณี ได้รับมอบหมายให้นำมาปลูกที่เมืองไทย ระยะแรกๆ เจ้านายหลายฝ่ายตื่นเต้นกันมาก เข้ามาทูลขอไปปลูกกันคนละหน่อสองหน่อ และเมื่อผักตบแพร่พันธุ์จนเต็มกระถาง ร.ท.โดดก็นำลงไปปลูกในบ่อพระราชวังพญาไท (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลพระมงกุฎ)ผักตบชวาก็ออกดอกออกงาม จากนั้นจึงให้นำไปปล่อยในแม่น้ำลำคลองเสีย ต่อมาเกิดน้ำท่วมที่วังสระประทุม ทำให้ผักตบชวาลอยออกมานอกวังและเจริญเติบโต ทำให้ผักตบชวาแพรพันธุ์สู่แม่น้ำลำคลองต่างๆ ทั่วทุกภาคของประเทศไทย
 ประเทศไทยประกาศสงครามกับผักตบชวามานานกว่า  90 ปีแล้ว โดยเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2456 เป็นวันแรกที่ประกาศใช้พระราชบัญญัติผักตบชวา แต่ทุกวันนี้เรายังคงเห็นผักตบชวาอยู่ในแม่น้ำลำคลองทุกแห่ง
 สาเหตุหนึ่งของการควบคุมจำนวนผักตบชวาไม่สำเร็จเป็นเพราะผักตบชวาแพร่พันธุ์ได้เร็วมาก จากงานวิจัยระบุว่า ผักตบชวา 2 ต้น สามารถแตกไหล (เป็นการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศอีกวิธีหนึ่ง) เป็นต้นใหม่ 20 ต้นในเวลา 30 วัน ถ้าเราปล่อยผักตบชวาในแหล่งน้ำเพียง 10 ต้น มันสามารถแพร่กระจายเพิ่มปริมาณเป็น 1 ล้านต้นได้ในเวลาเพียง 1 ปี
 ผักตบชวาได้สร้างปัญหาให้แก่คนไทยมากมาย ตั้งแต่ขัดขวางระบบการส่งน้ำในคลองชลประทาน เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางทางน้ำของชาวบ้าน ผักตบชวากอใหญ่ๆ สามารถทำให้สะพานคอนกรีตข้ามคลองบางแห่งพังได้ นอกจากนี้ซากของผักตบชวาบริเวณปลายน้ำก็ทำให้แม่น้ำตื้นเขิน อย่างเช่นปากแม่น้ำท่าจีน ในปีหนึ่งต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลในการขุดลอกแม่น้ำ ซึ่งเกิดจากซากทับถมของผักตบชวากว่า 3 หมื่นตัน ปัญหาที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือเรื่องของระบบนิเวศ เนื่องจากผักตบชวาจะไปบดบังแสงอาทิตย์ ทำให้พืชน้ำและแพลงก์ตอนพืชซึ่งเป็นอาหาราของสัตว์น้ำลดจำนวนลง อีกทั้งยังขัดขวางการละลายของออกซิเจนในน้ำ ซึ่งมีผลกระบทต่อค่า DO อีกด้วย
 การกำจัดผักตบชวามีอยู่หลายวิธี ตั้งแต่การใช้กำลังคนตักเก็บ ใช้เครื่องจักรกล ใช้สารเคมี ทุกวิธีต่างมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือถ้าไม่ดำเนินการกำจัดทุกๆ ปี หรือปีละสองครั้ง ไม่นานผักตบชวาก็จะงอกงามได้ใหม่ หนทางหนึ่งในการกำจัดผักตบชวาคือการควบคุมโดยชีววิธี เริ่มต้นโดยใช้ด้วงผักตบชวาลายแต้มปล่อยลงที่ทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง เมื่อปี 2522 แล้วจึงเปลี่ยนมาใช้ด้วงผักตบชวาลายบั้งเมื่อปี 2534 ปรากฏว่าได้ผลดี สามารถทำลายผักตบชวาได้มากกว่า 50% โดยที่ด้วงเหล่านี้ไม่ได้สร้างความเสียหายแก่พืชพรรณท้องถิ่นแต่อย่างใด
 อย่างไรก็ตาม ผักตบชวาคงไม่มีทางหมดไปจากประเทศไทย เพียงแค่ควบคุมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและไม่มีการระบาดอย่างรุนแรงเท่านั้น
 
 คงไม่มีชาวนาไทยคนไหนไม่รู้จักหอยเชอรี่ เนื่องด้วยอาหารสุดโปรดของมันคือต้นข้าวอ่อนๆ ในแปลงนา โดยหอยเชอรี่ 12800 ตัวสามารถกินข้าวในนา 1 ไร่ หมดภายในคืนเดียว นอกจากข้าว หอยเชอรี่ยังกินพืชน้ำได้เกือบทุกชนิดที่มีใบอ่อนนิ่มรวมถึงซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยในน้ำ มันสามารถกินได้วันละ 50% ของน้ำหนักตัว และกินได้ตลอด 24 ชั่วโมง
 แต่เดิมหอยเชอรี่เป็นสัตว์พื้นเมืองของทวีปอเมริกาใต้ ถูกนำเข้าประเทศไทยเมื่อปี 2525 เพื่อขายเป็นสัตว์เลี้ยงประดับตู้ปลาที่ตลาดนัดจตุจักร ภายหลังผู้เลี้ยงหาตลาดไม่ได้ประกอบกับหอยขยายพันธุ์รวดเร็ว จึงถูกนำไปปล่อยในแม่น้ำลำคลอง
 การแพร่ระบาดของหอยเชอรี่พบครั้งแรกตอนต้นปี 2530 ในนาทดลอง สถานีทดลองข้าวบางเขน จนกระทั่งต้นปี 2531 หอยเชอรี่เพิ่มปริมาณมากขึ้นและทำลายต้นข้าวในแปลงทดลองเสียหายทั้ง 100 ไร่ และจากการที่ประเทศไทยเกิดอุทกภัย 2 ครั้งใหญ่เมื่อปี 2533 และ 2538 ปัจจุบัน (รายงานเมื่อปี 2543) พบหอยเชอรี่ระบาดใน 60 จังหวัด มีพื้นที่เสียหายมากถึง 5,548,726 ไร่
 ไข่หอยเชอรี่ที่เห็นเป็นก้อนสีชมพูนั้นมีจำนวนตั้งแต่ 300 ถึง 3000 ฟอง โดยใช้เวลา 7-12วันก็ฟักเป็นตัว ใช้เวลาแค่ 3 เดือนก็โตเต็มวัยและผสมพันธุ์ได้ต่อไป นอกจากนี้มันยังจำศีลทนแล้งได้นานมาก จากการวิจัยในห้องทดลอง พบว่าปล่อยให้แล้งถึง 16เดือนก็ยังมีอัตราการรอดชีวิตถึง 7% หรือแม้แต่ในน้ำเน่าหอยเชอรี่ก็ยังอยู่ได้ เพราะมันมีอวัยวะที่เรียกว่าไซฟ่อนยื่นขี้นมารับอากาศด้านบนผิวน้ำ
 เป็นเพราะกินเก่ง แพร่พันธุ์เร็ว และทนทาน ทำให้หอยเชอรี่แพร่กระจายไปอย่างกว้างขวางในเวลาอันรวดเร็ว พวกมันไม่เพียงแต่สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวนาเท่านั้น มันยังคุกคามระบบนิเวศดั้งเดิมด้วย เพราะมันสกัดสารอินทรีย์ในน้ำไปจนหมด ไม่เหลือให้แพลงก์ตอนสัตว์ซึ่งเป็นอาหารของสัตว์น้ำชั้นสูง และยังแย่งกินพืชน้ำและสาหร่ายจากปลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหอยโข่งพันธุ์พื้นเมืองของไทย ทำให้หอยโข่งลดหายไปจากเดิมอย่างรวดเร็ว
 ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ชาวนาบางคนหันมาใช้สารเคมีในการกำจัดหอย เช่นเอ็นโดซัลแฟน หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ยาหอย” เพราะราคาถูก ใช้ง่าย เห็นผลทันใจ แต่พิษสงรุนแรง ไม่เพียงแค่หอยเชอรี่เท่านั้นที่ตาย แต่ยังทำให้สัตว์น้ำทุกชนิดตั้งแต่ ปลา กบ เขียด งู ปลาไหลลอยตายเต็มนา แล้วยังสลายตัวยาก หากน้ำในนาไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ สัตว์น้ำในแหล่งน้ำนั้นก็พลอยตายไปด้วย
 แม้ชาวนาจะเก็บหอยเชอรี่ในนามาตลอด รวมทั้งกรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดงานกำจัดหอยเชอรี่กันทุกปี นอกจากนี้หอยเชอรี่ยังมีศัตรูธรรมชาติอย่างนกปากห่าง นกกะปูด หนู เป็ดและแมลงต่างๆ แต่นักวิชาการล้วนต่างให้ความเห็นว่าหอยเชอรี่ไม่มีทางหมดไปจากประเทศไทย หมายความว่า ในอนาคตข้างหน้า หอยเชอรี่ยังอยู่คู่กับชาวนาไทยไปอีกนานเหมือนผักตบชวา
 นอกจากหอยเชอรี่แล้ว ยังมีสัตว์น้ำต่างถิ่นจำนวนมากที่ถูกนำเข้าประเทศเพื่อเพาะเลี้ยงเป็นอาหารและขายเป็นปลาสวยงาม อย่างเช่นปลาดุกรัสเซียซึ่งมีนิสัยดุร้าย คอยกัดกินไข่ ตัวอ่อน รวมถึงปลาพื้นเมืองชนิดอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก แล้วยังมีปลาอีกชนิดที่คนเลี้ยงปลาตู้รู้จักกันดี นั่นคือปลาซัคเกอร์ ปลาซัคเกอร์นั้นกินเก่งและสามารถอยู่ได้ในน้ำเสีย มันชอบหาอาหารตามหน้าดิน กินตะไคร่น้ำ จึงอาจดูดไข่ปลาอื่นๆ มากินด้วย
 
 อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว รู้สึกอย่างไรบ้างครับ? ผมอ่านแล้วทำให้นึกถึงสุภาษิตที่ว่า “เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว” เพราะชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานก่อให้เกิดผลเสียร้ายแรงต่อระบบนิเวศ เกือบทั้งหมดเกิดมาจากฝีมือมนุษย์ทั้งสิ้น บางทีคนที่นำหอยเชอรี่เข้ามาคนแรกเพียงเพื่อขายหวังผลกำไร อาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองเป็นต้นเหตุให้เกษตรกรไทยต้องสูญเสียรายได้มากมายมหาศาลจากการแพร่ระบาดของมัน
 แล้วทำไมถึงไม่เร่งทำวิจัยถึงผลกระทบของสัตว์พันธุ์ต่างถิ่นเหล่านี้นี้ซะล่ะ? สาเหตุเพราะรัฐบาลไทยให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยน้อยมาก และทุนวิจัยส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ในกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ เช่นการแพทย์ เภสัชศาสตร์ และสาธารณสุข เทคโนโลยีชีวภาพ วัสดุศาสตร์ และเคมี สาเหตุที่งานวิจัยด้านนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนเพราะผู้ทำวิจัยต้องมีความรู้เรื่องระบบนิเวศอย่างลึกซึ้ง ต้องมีการเก็บตัวอย่างจำนวนมาก ใช้เวลานานในการทำวิจัยและใช้งบประมาณสูง ส่วนใหญ่จึงหันไปทำวิจัยสัตว์น้ำเศรษฐกิจมากกว่า
 ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลไทยจะหันมาให้ความสนใจงานวิจัยด้านนี้บ้าง? เพราะกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจริงๆ คงหนีไม่พ้นกระดูกสันหลังของชาติ ถึงเวลาหรือยังที่จะทำให้กฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์เห็นผลเป็นรูปเป็นร่าง? ไม่ใช่เพียงแค่หยดหมึกสีดำที่เปื้อนอยู่ในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ถึงเวลาหรือยังที่ทุกๆ คนควรตระหนักถึงสิ่งที่ตนเองกระทำให้มากกว่านี้? ไม่ใช่เพียงแค่หวังในผลกำไรอันเล็กน้อย บนความทุกข์ของคนอีกเป็นล้าน ถึงเวลาหรือยังที่ระบบนิเวศอันบอบช้ำควรได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน? เพราะระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพบางพื้นที่ หากถูกทำลายไปแล้ว จะไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมได้อีกเลย

 


อ้างอิง: จักรพันธุ์ กังวาฬ. “Alien Species การรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น” นิตยสารสารคดี ฉบับที่ 203 เดือนมกราคม 2545

24/12/2005

music & i : the parallel

เมื่อวานได้มีโอกาสไปร่วมฉลองพิธีมงคลสมรสที่โรงแรมดังย่านถนนวิทยุ
เป็นโต๊ะจีน แต่ออกจากบ้านเช้ามาก (17.30) เพราะเผื่อรถติด
ไปถึงงานก็หกโมงเย็นนิดหน่อย จึงยังไม่มีคนมากนัก
พอเดินพ้นประตูเข้าไป ทางซ้ายมือก็สังเกตเห็นวงดนตรี
ปกติวงที่เล่นในงานแต่งมีแค่เครื่องสาย อย่างมากก็มีเปียโนมาแจมด้วย
แต่ที่งานนี้ นอกจากจะมี Violin 2 ตัว Viola 1 ตัว Cello 1 ตัว Double Bass 1 ตัว และ Grand Piano 1 หลัง
แล้วยังจะมี Woodwinds เพิ่มมาอีก 2 ชิ้น อันได้แก่ Clarinet และเครื่องดนตรีที่ผมชอบเสียงของมันมากที่สุด...Flute
ผมถือวิสาสะพาแม่มานั่งที่โต๊ะที่ตั้งอยู่เยื้องๆ วงดนตรีไปหน่อย
 
พาแม่มานั่งเรียบร้อย นักดนตรีกำลังเตรียมเครื่องดนตรีและจูนเสียงกัน
แม่ก็พูดอะไรซักอย่างเกี่ยวกับดนตรีขึ้นมา
และเห็นว่าแม่กำลังอารมณ์ดีๆ เลยพูดขึ้นมาว่า
"แม่ ลูกอยากเรียนดนตรี"
"ไม่ได้! รอเรียนให้จบปริญญาตรีก่อน แล้วจะเรียนค่อยว่ากัน ลูกไม่ได้เรียนเพื่อเอาไปหาตัง จะเรียนเมื่อไหร่ก็เรียนได้"
 
ผมเงียบไป
แล้วก็จมดิ่งสู่ห้วงความคิดตัวเองอีกครั้ง...
 
...
 
เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ที่คุยกับแม่เรื่องดนตรี แล้วก็โดนปฏิเสธ
เมื่อก่อนแม่ชอบเอาลูกแม่ไปเปรียบเปรยกับลูกคนอื่น
ตอนนี้ก็เลยคิดอยากจะเอาแม่ตัวเองไปเปรียบกับแม่คนอื่นดูมั่ง
คงจะดีไม่น้อย ถ้าแม่เป็นอย่างแม่ภัคกับแม่แก้ว
อาจจะเป็นเพราะหลายๆ เหตุผล
แต่ที่สำคัญคือคุณแม่ของทั้งคู่ ยอมลงทุนเรื่องการเรียนดนตรีให้
 
ก็รู้ว่ามันไม่สมควร แต่มันก็อดคิดน้อยใจไม่ได้ว่าทำไมชาตินี้ถึงเกิดมาไม่มีบุญวาสนาที่จะได้เรียนดนตรี ได้เป็นเจ้าของเครื่องดนตรีอย่างใครเขา
 
...
 
ผมคงได้แต่มองดูและฟังมันอย่างห่างๆ แบบนี้ไปเรื่อยๆ
ไม่มีโอกาสได้ไปสัมผัสกับมันอย่างลึกซึ้ง
ไม่มีโอกาสได้แสดงสิ่งที่อยู่ในบรรทัดห้าเส้นให้คนอื่นฟัง
ไม่มีโอกาสได้จับต้องเครื่องดนตรีที่ชอบ
คงจะไม่มีวันที่ทางเดินชีวิตของผมจะไปตัดกับดนตรีอย่างจริงๆ จังๆ
 
ก็เหมือนกับเส้นขนานสองเส้น ที่อยู่ใกล้กัน มองหากันและกันได้ตลอด
แต่ไม่มีวันบรรจบกันได้เลย
 
...
 
ไม่นาน...ความคิดทั้งหมดทั้งปวง
ก็ไปกระตุ้นให้ต่อมน้ำตา ให้ทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง
 
...
 
ก็เข้าใจว่าไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก
แต่มันต้องทำบุญด้วยอะไรเหรอ 
เผื่อชาติหน้าได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีก จะได้มีโอกาสเข้าไปทำความรู้จักกับดนตรีให้มากกว่านี้
 
ปล.รู้แล้วล่ะว่าคืนนี้จะเขียนอะไรใส่ในถุงเท้าดี
 
 
22/12/2005

When Christmas Comes to Town

พวกคุณ...เป็นคนที่ต้องเห็นก่อนจึงจะเชื่อ
หรือเชื่อโดยที่ไม่เห็น?
 
...
 
และแล้ว บรรยากาศของความสนุกสนานและความรื่นเริง
บรรยากาศของความรักของพระเจ้าที่มีให้แก่มนุษย์
บรรยากาศของความหนาวเย็นที่นานๆ คนกรุงจะได้มีโอกาสสัมผัส
บรรยากาศของคริสต์มาส ก็มาถึงอีกครั้ง
และเมื่อคิดถึงคริสต์มาส
นอกจากจะมีต้นสน Ever Green เกล็ดหิมะ ทูตสววรค์ เสียงกระดิ่ง กล่องของขวัญ และดาวใหญ่ยักษ์ที่อยู่บนยอดต้นสนแล้ว
คริสต์มาสของเด็กๆ ทั่วโลกคงจะสนุกน้อยลงไปเยอะเลย
ถ้าไม่มีเขา...ซานตา คลอส
 
...
 
เรื่องเล่าของซานตา คลอสขี่กวางเรนเดียร์
ก็คงหนีไม่พ้นจัดเป็นตำนานพื้นบ้าน หรือที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่า Fairy Tale
เหตุและผลหลักๆ ก็คือชักจูงให้เด็กๆ ทำตัวเป็นเด็กดี
เพื่อที่ว่าทุกๆ คริสต์มาสจะได้มีกล่องของขวัญสำหรับเขาวางอยู่ใต้ต้นคริสต์มาส
ซานตา คลอส ต้องขี่กวางเรนเดียร์ ปีนลงปล่องไฟ วางกล่องของขวัญ ดื่มนม กินคุ้กกี้ และจากไป
เป็นจำนวนนับล้านๆ ครั้ง ใน 1 คืน
ผมเคยได้รับฟอร์เวิร์ดเมล์ ฉบับหนึ่ง
ซึ่งใช้วิทยาศาสตร์วิเคราะห์พฤติกรรมของซานตา คลอสอย่างถึงพริกถึงขิง
ถึงแม้จะเป็นฟอร์เวิร์ดเมล์ แต่ข้อมูลในนั้นก็น่าสนใจไม่หยอก
สรุปโดยรวบรัด...ซานตา คลอส ไม่มีทางมีตัวตนจริงๆ ไปได้หรอก
 
...
 
ตอนเด็กๆ ผมจะเขียนสิ่งที่อยากได้ลงในกระดาษ
ซึ่งก็ไม่พ้นรถวิทยุบังคับ หรือหุ่นยนต์
ใส่ในถุงเท้า แล้วแขวนไว้กับที่หมุนหน้าต่างในคืนวันคริสมาสต์อีฟ
แล้วก็ตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมๆ กับความว่างปล่าวของถุงเท้าข้างนั้น
ถึงแม้จะไม่เคยได้ของจากซานตาเลย แต่ก็ทำเกือบทุกปี
พอขึ้นม.ต้น ก็ไม่เคยทำอีกเลย
แล้วเมื่อโตขึ้น ก็ได้รับรู้โลกแห่งความจริงมากขึ้น
ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของซานตา ก็หมดไปพร้อมๆ กับการเจริญเติบโต
 
...
 
นักวิทยาศาสตร์มักไม่เชื่ออะไรที่เป็นไปไม่ได้ในทางทฤษฎี
ผมก็เช่นเดียวกัน
การมองโลกในแบบวิทยาศาสตร์
มักจะเป็นโลกที่เต็มไปด้วยคำว่า ทำไม และ อย่างไร
ผิดกันโดยสิ้นเชิงกับในโลกแห่งจินตนาการ
ซึ่งไร้ขีดจำกัดในการมอง
เพื่อนผมคนหนึ่ง สามารถสรุปได้เลยว่า
"ความคิดถึงเดินทางได้ไวกว่าแสง"
และยังอุตริคิดจะมองหาพระจันทร์เวลากลางวัน
แต่เธอก็ยังมีความสุขดีอยู่จนทุกวันนี้
(ถึงแม้ตัวจะเตี้ยม่อต้อ อ้วนเผละ และผมเป็นสังกะตังไปบ้างก็ตาม)
หลายครั้งที่ผมก็พาตัวเองหลุดออกจากโลกแห่งเหตุและผล
กลับไปสู่โลกของจินตนาการที่เคยอาศัยอยู่เมื่อครั้งกระนู้น
อย่างน้อยก็เพื่อปรับจิตให้พร้อมรับกับอะไรหลายๆ อย่างที่กำลังจะเกิด หรือเกิดขึ้นไปแล้ว
 
...
 
ในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์...
ค่อนข้างร้ายแรงทีเดียว สำหรับการเชื่อในสิ่งที่ยังไม่เห็น
แต่ถ้าทำแบบนั้นแล้วมีความสุขและไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
ก็คงจะไม่เป็นไรมั้ง
 
...

ว่าแต่...ปีนี้จะขออะไรจากลุงซานตาดีน้อ!