Profilo di Halley theWithout Science, Without...FotoBlogElenchiAltro ![]() | Guida |
Without Science, Without Lifeยินดีต้อนรับสู่สถานที่เก็บความทรงจำของฉัน ขอให้สนุกในการรับชม |
||||
|
27/03/2008 หน้าใส...ไร้สติบทความต่อไปนี้เหมาะสำหรับบุคคลที่มีการเตรียมพร้อมทางใจดีแล้วเท่านั้น มิฉะนั้นอาจหลงระเริงทำตามสิ่งที่เจ้าของบทความเขียนออกมาด้วยความไม่รู้ และโปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม เด็กและเยาวชนควรมีผู้ใหญ่ให้คำแนะนำ!
...
วันนี้ ด้วยความ "อะรูมิไร้" ส่วนตัว ทำให้เสียตังค์ไปเป็นร้อย เสียเวลาไปเป็นชั่วโมง ลองอ่านแล้วสมน้ำหน้าเราได้ (แต่อย่าทำตามนะ -*-)
วันนี้มีนัดไปสอนพิเศษชีวะที่คณะวิทย์ ตอน 10 โมง
ออกจากบ้านเร็วกว่าปกติ เวลาเหลือ ก็เลยนั่งรถไฟฟ้าเลยอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปลงอารีย์ แวะไปซื้อ Personal Venti Double Chocolate Creme Chip Frappucino (แปลไทยคือ "ช็อกโกแล็ตปั่นใส่ช็อกชิพ เพิ่มเอสเพรสโซอีก 2 ช็อต (ช็อตละ 8 ออนซ์) ขนาด 20 ออนซ์ใส่ถ้วยที่นำมาเอง") ที่สตาร์บั๊คส์ สาขาลา วิลล่า นั่งกินที่ร้านน่ะแหละ เวลาเหลือเฟือ แถมสอนความหลากหลายของพืชด้วย ไม่ต้องอ่านทวนมากมายนัก เมื่อได้เวลาอันสมควร ก็นั่งรถไฟฟ้ากลับไปที่คณะฯ ระหว่างรอก็เจอเชอร์รี่ กับแพร ก็นั่งคุยเรื่องพิธีบายศรี
คุยเสร็จแพรก็ไปกินข้าว รี่ก็ไปเล่นคอม แต่คนเรียนยังไม่มา สิบเอ็ดโมงก็เลยโทรไปถาม ฟังได้ความว่าติดเกาะ ไม่มีสัญญาณ เลยไม่ได้โทรไปบอกว่าไม่เรียน...ซะงั้น! อ๊ะ ไม่เป็นไร ก็เลยเดินออกไปนั่งมอ'ไซค์หน้ารพ.รามาฯ ไปรถไฟฟ้า
เดินขึ้นสถานีฯ แล้วก็เลี้ยวเข้า Century อันเป็นพฤติกรรมปกติของเรา (แม้บางทีจะกลับรถไฟฟ้า หรือไม่ได้คิดจะเข้าไปทำอะไรเลยก็ตาม) อ๊ะ วันนี้มี DVD ของแท้ถูกๆ มาขายด้วย...อืม Saw IV ราคายังไม่ลง งั้นยังไม่ซื้อ อ๊ะ เจอ "Babel" กับ "The Classic" หุหุ ซื้อๆ ช่วงตอนจ่ายตังค์ เหลือบไปเห็นกระดาษ (เคย) แข็ง (ที่ตอนนี้เปื่อยแล้ว) สีเขียวๆ ของสภากาชาด ชีวิตนี้เคยบริจาคเลือดแค่ครั้งเดียว แล้วครั้งนั้นก็ผ่านมา 5 ปีแล้ว วันนี้ก็ว่างๆ ได้ข่าวว่าช่วงนี้ขาดเลือดกรุ๊ปบีด้วย (เราเลือดกรุ๊ป B positive) ไปบริจาคเลือดเลยละกัน ออกไปยืนที่ป้ายรถเมล์หน้าห้างฯ ด้วยความงุนงง สายไหนไปอังรีดูนังต์เนี่ย -*-
อืม งั้นแท็กซี่ละกัน เรียกแท็กซี่ บอกจุดหมายปลายทาง ขึ้นรถ ปิดประตู ปรับแอร์ คาดเข็มขัดนิรภัย แล้วก็คุยกับคนขับไปเรื่อยๆ เป็นอีกวันที่รถติดตอนเที่ยงๆ >< หยุดคุยกับแท็กซี่ ก็นั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย คิดถึงขั้นตอนการบริจาค การกรอกแบบสอบถาม
วันนี้นอนเกิน 6 ชั่วโมง...ผ่าน ข้าวเที่ยงยังไม่ได้กิน แต่ข้าวเช้ากินอิ่มมาก ไม่เป็นไร โกหกไป...ผ่าน ประจำเดือนก็ไม่มาตั้งนานแล้ว (เฮ่ย! อะล้อเล่งงงงง) หยูกยาอะไรก็ไม่ได้กิน...เอ๊ะ เดี๋ยวๆๆๆๆๆ เมื่อวานเพิ่งกลืนยาแก้อักเสบลงคอไปนี่ฝร่า...เชี่ยเอ๊ย! (เรามีนิสัยเสียอยู่อย่างคือกินยาแก้อักเสบบ่อย เพราะชอบตัดเล็บที่เท้าจนเลือดออกบ่อยๆ แล้วก็เอาเลือดมาละเลงเล่น ทำให้มันอักเสบ ก็เลยกินยาแก้อักเสบโดยไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของหมอ คือถ้าไม่กินเนี่ย ถ้า innate immunity ช่วงนั้นเราห่วยแตก เชื้อมันจะลามขึ้นมาตามท่อน้ำเหลือง แล้วเล็บก็จะอักเสบ เน่า เป็นหนอง (ใช้...โทนาฟ!) เคยถึงขั้นต้องไปให้หมอผ่าเอาเล็บออกแล้วฉีดยาชาล้างแผลมาแล้ว)) มาคิดได้แท็กซี่ก็กำลังจะเลี้ยวเข้าอังรีฯ แล้ว...เหลือบดูมิเตอร์ก็ 101 บาท ><
คิดในใจว่าอาจจะไม่ห้ามเรื่องยาแก้อักเสบก็ได้... เดินเข้าที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ตึกใหม่ สวยเชียว แอร์เย็นกำลังดี
อืมมมๆ ห้ามกินยาแก้อักเสบภายในช่วงเวลา 7 วัน อา...เอา 100 บาทและเวลาเกือบชั่วโมงของชั้นคืนมา T_T ขากลับ เหมือนยังซ้ำเติมกันไม่พอ จำสายรถเมล์กลับบ้านไม่ได้อีก
หิวข้าว อยากกลับบ้านเร็วๆ ปวดฉี่...งั้นก็แท็กซี่อีกรอบละกัน โดนเข้าไปอีก 70 บาท... ...
เล่าให้ทุกคนฟังไว้เป็นอุทาหรณ์นะว่าอย่าตัดเล็บเท้าจนเลือดไหล เอ๊ย! มะช่าย ตามใจ ตามความคิดของเราให้ทัน จะทำอะไร คิดก่อนเสมอ มีสติ (และสตังค์...แหะๆ) ในทุกช่วงของวัน (แม้จะเป็นวันนั้นของเดือนก็ตาม) เพราะผลที่ตามมา อาจจะไม่ได้เสียแค่ตัว เอ๊ย เสียแค่เงินกับเวลา อาจะสูญเสียอะไรไปมากกว่านี้ก็ได้...ใครจะไปรู้ 09/03/2008 once: ครั้งหนึ่ง...หัวใจร้องว่ารักเธอครั้งหนึ่ง...กลางเมืองดับลิน, ไอร์แลนด์ I don't know you, but I want you เขา หนุ่มเมืองดับลินแต่กำเนิด แต่ชีวิตช่วงหนึ่งของเขา ได้ไปเติบโตที่ลอนดอน ได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่น แต่ก็ต้องผิดหวัง เมื่อหญิงผู้นั้นโผกลับคืนสู่อ้อมอกของคนรักเก่า เมื่อแม่เสีย เขาจึงกลับมาเปิดร้านซ่อมเครื่องดูดฝุ่นเล็กๆ กับพ่อ ใช้เวลาว่างแบกกีต้าร์ไม้ผุๆ ร้องเพลงหาเศษตังค์ตามท้องถนน ตอนกลางวันร้องเพลงที่มีคนรู้จัก ตกกลางคืนเล่นเพลงที่แต่งเอง เพราะตอนกลางวัน...ไม่มีใครฟัง เธอ สาวสัญชาติสาธารณรัฐเช็ค อาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์ที่ไม่มีแม้แต่โทรศัพท์กับแม่และลูกสาววัยสองขวบ คุณพ่อซึ่งเคยเล่นไวโอลินในวงออร์เคสตรา ให้สมบัติชิ้นสุดท้ายก่อนตายเป็นการเล่นเปียโน เธอ แม่ และลูกสาวจากเช็คมา แต่สามีไม่ได้ตามมาด้วย ตกกลางคืนดูแลลูก ตอนกลางวันขายของจิปาถะ รับจ้างทำความสะอาดประทังชีวิต และหาจังหวะเล่นเปียโนอยู่เสมอ เมื่อมีโอกาส เขาและเธอ...ต่างเจ็บปวดรวดร้าวไปกับความรักที่ครั้งหนึ่งเคยสัมผัส And games that never amount ครั้งหนึ่ง...เขาและเธอพบกัน เธอค้นพบว่าเขามีพรสวรรค์ด้านการแต่งเพลงชั้นครู เขารู้ว่าเธอสามารถเล่นเปียโนและร้องประสานให้กับเพลงของเขาได้อย่างลงตัว เขาและเธอรู้จักกันมากขึ้นผ่านบทเพลงที่บอกเล่าปมรักในอดีตที่ผ่านมา เขาและเธอต่างเป็นกำลังใจให้กันและกัน Take this sinking boat and point it home เขารู้ดีว่ามันยากนัก ที่หวังจะให้เธอกลับมา ช้ำใจกับการโป้ปดของเธอ
แต่ก็ยังเฝ้าเพียรโทรไปหาเธอ...ทุกคืน Lies, lies, lies... Breaking us down with your Lies, lies, lies... เธอใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะเลี้ยงดูลูกสาวโดยลำพัง ตั้งใจให้มั่นว่าจะไม่คิดถึง ไม่ร้องเรียกให้กลับมา แต่ก็ไม่อยากให้ลูกสาวโตขึ้นมาโดยไม่มีพ่อ Lookin' at you leavin' I'm looking for a sign... เขาและเธอปรับทุกข์ร่วมกัน Falling slowly, eyes that know me เขาฝันที่จะกลับไปลอนดอน หาใช่เพื่อตามหาเธอไม่ เขากู้เงินมาเพื่อเช่าห้องอัดเสียง ตามหามือกลอง เบส และกีต้าร์ไฟฟ้า และเขาก็ได้เธอมาเล่นเปียโน ร้องประสานเสียง เธอเองก็ได้กระตุ้นเตือนให้เขารู้ถึงความสามารถและพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ เขาและเธอต่างคิดว่า...ถึงเวลาแล้ว ที่จะถึงคราวเป็นฝ่ายชนะบ้าง
เขาชวนเธอ ไปลอนดอนด้วยกัน
เธอเองก็ฝันจะได้เล่นเปียโนและร้องคู่ไปกับเขา ไปทำอัลบัมร่วมกัน ทำคอนเสิร์ตร่วมกัน เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกัน...ที่ลอนดอน เขาถามเธอเป็นภาษาเช็คว่า "เธอยังรักเขาอยู่มั้ย" "Miluji tě" เธอตอบกลับเป็นภาษาเช็ค ...
หลุบลงช้าช้า ร้องเพลงของเธอออกมา แล้วฉัน...จะร้องคลอไปกับเธอ Falling slowly, sing your melody ... [!!!SPOILER!!!]
[ถ้ายังไม่ได้ดูและคิดจะดู อ่านข้ามช่วงนี้ไปเลยครับ]
เขาเลือกที่จะเดินตามความฝัน กลับไปลอนดอนพร้อมเพลงที่อัดเอาไว้ ก่อนไป...เขาโทรทางไกลไปหาเธอ เธอดีใจ...ที่เขาจะกลับมา ก่อนไป...เขาได้ใช้เงินก้อนที่พ่อมอบให้ไปตั้งตัว ซื้อเปียโนให้เธอหนึ่งหลัง ฝันไว้ว่าเธอจะได้ใช้มันอย่างคุ้มค่า เธอเลือกที่จะอยู่ที่ดับลินลูกสาว แม่ และสามีที่ตามเธอมาถึงที่นี่ เธอเล่นเปียโนที่เขาซื้อให้... สายตาทอดยาวออกไปทางหน้าต่าง... พร้อมเอื้อนเอ่ยบทพูดสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้..."ขอบคุณ" แม้สุดท้ายจะไม่ได้ครองคู่กัน แต่อย่างน้อย...เขาและเธอ... ครั้งหนึ่ง...ก็ได้รักกัน ...
"บ่อยแค่ไหน ที่หัวใจจะบอกคุณว่าใช่!" ฉายแล้ววันนี้ที่ Lido...ที่เดียว 07/03/2008 The Mist: หลงรักมนุษย์มีความรัก มีความฝัน มีความเชื่อ มีศรัทธา
สุดท้ายแล้ว...สิ่งที่น่ากลัวที่สุดใน The Mist หาใช่อสุรกายจากต่างมิติไม่ 03/03/2008 ดอกเห็ดย่างเข้าฤดูฝนทีไร ก็จะได้ยินข่าวกันอยู่เสมอว่าชาวบ้านตามต่างจังหวัดจะเข้าป่า...ไปเก็บเห็ดที่ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน ... นานแล้วเหมือนกันที่ฉันสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ตั้งแต่มีข่าวว่ารถไฟฟ้าจะข้ามมาฝั่งธน บ้านหลายหลังถูกรื้อ ชุมชนหลายชุมชนต้องย้ายออก เพราะต่างต้องหลีกทางให้กับคอนโดมีเนียมหรูๆ หลายแห่ง ก็ไม่ได้นึกร้อนใจอะไรมากจนกระทั่งวันนี้ หลังจากที่ไปรับประทานอาหารมื้อ Brunch กับครอบครัว เลี้ยวรถเข้ามาในซอยธนบุรี 1 ซึ่งปากซอยติดกับทางลงสถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ จึงได้ประจักษ์แก่สายตา และประจักษ์แก่ใจว่า... "หรือที่นี่กำลังจะหายไป?" บ้านเรือนที่ถูกขนานนามว่า "ชุมชนสองร้อยห้อง" ถูกรื้อถอนไปเกือบหมดในเวลาไม่ถึงอาทิตย์ ร้านค้าหนัง ซึ่งผลิดเครื่องหนังเป็นสินค้าหลักของเขตคลองสานหลายร้านกำลังจะหมดสัญญาเช่า แล้วเจ้าข้องห้องก็กำลังจะเปลี่ยนที่ดินบริเวณนั้นให้กลายเป็นตัวเลขในบัญชีธนาคารของตน พร้อมทั้งโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บริษัทสร้างคอนโดรายใหญ่ ยังไม่นับรวมกับคอนโดบางหลังที่ได้เริ่มการก่อสร้างไปแล้ว บางแห่งถึงกับเปิดจองไปแล้ว และกำลังสร้างเฟสที่สอง แล้วไหนจะคอนโดอีกไม่ต่ำกว่า 5 หลังที่กำลังจะผุดขึ้นเพื่อรองรับการมาจอดเทียบท่าของรถไฟฟ้าที่สถานีเจริญนคร เห็นไหมเล่า...เมื่อเริ่มชื้น ดอกเห็ดก็เริ่มเบ่งบาน ... เชื่อไหมว่าเมื่อก่อนคลองสานเคยเป็นสวนทุเรียนเลื่องชื่อ เคยมีทางรถไฟที่สามารถพาผู้โดยสารไปสู่มหาชัยได้ และความสวยงามของทั้งสองฟากฝั่งของคลองก็ได้ไปปรากฏอยู่ในนิยายชื่อดัง "สองฝั่งคลอง" ของว. วินัจฉัยกุล มาแล้ว ตอนนี้เหรอ? ดอกทุเรียนสีขาวที่เคยสะพรั่งอยู่เต็มพื้นที่หายวับไปพร้อมกับการมาของเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ทางรถไฟตอนนี้ไปสุดอยู่แค่วงเวียนใหญ่ ทางรถไฟเดิมถูกถมเป็นถนนที่เรียกว่า "เจริญรัถ" และสุดทางรถไฟเดิมตอนนี้เปลี่ยนเป็นแหล่งช้อปปิ้งเสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องหนังที่สำคัญของชาวฝั่งธนที่ต่างรู้จักกันดีว่า "ท่าเรือคลองสาน" ก่อนกลับก็อย่าลืมไปแวะชมความดำเมี่ยมเป็นเงาของน้ำคลอง และอย่าลืมสูดดมกลิ่นที่โชยออกมาด้วยนะไม่งั้นจะถือว่ามาไม่ถึงคลองสาน! ... ตอนนี้คอนโดและโรงแรมหลายหลังกำลังผุดขึ้นมาอย่างกับดอกเห็ด ฤามันจะเป็นเห็ดที่สร้างสารพิษออกมาทำลายสังคมที่อยู่รอบๆ มัน? ... ก็เข้าใจอยู่หรอกว่าอะไรๆ มันก็ต้องเปลี่ยนไปตามกระแส ทุกสิ่งทุกอย่างคงไม่สามารถเป็นแบบนั้นไปตลอด อย่าถือสาเลย มันก็แค่ความคิดของคนที่ค่อนข้าง Conservative คนหนึ่งเท่านั้น เพราะเราเองก็ดีใจ...ที่อย่างน้อยฝั่งธนก็ได้มีรถไฟฟ้าใช้กับเขาสักที 09/09/2007 Great Unexpectationนานแค่ไหนแล้วนะ...ที่ไม่ได้ถูกความคิดถึงถาโถมเข้าใส่
นานแค่ไหนแล้วนะ...ที่ไม่ได้คิดถึงวันเวลาเก่าๆ นานแค่ไหนแล้วนะ...หลังจากติดต่อกันครั้งสุดท้าย นานแค่ไหนแล้วนะ...ที่ไม่ได้ยินเสียงของเธอ นานแค่ไหนแล้วนะ...ที่ไม่ได้เห็นหน้าเธอ นานแค่ไหนแล้วนะ...ที่ความรู้สึกเก่าๆ แบบนี้ห่างหายไปจากความนึกคิดประจำวัน นานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้...รู้แต่วันนี้ ฉันได้เจอเธอแบบไม่คิดฝัน...อีกครั้ง
...
ไม่รู้สิ บอกไม่ถูก
ความรู้สึกสองความรู้สึกที่ตรงข้ามกัน เกิดขึ้นพร้อมกัน ดีใจ...ที่ได้รู้ว่าหน้าตาเธอไม่เปลี่ยนไปเลย
เสียงเธอยังคงแหลมเล็ก เหมือนแมวไม่มีเปลี่ยน ทรงผมก็คล้ายๆ เมื่อก่อน รูปลักษณ์เธอตอนนี้ เหมือน "เธอ" ที่อยู่ในความทรงจำของฉัน ไม่ผิดเพี้ยน และดีใจมาก...ที่ยังเห็นเธอดูมีความสุข และสบายดี เศร้าใจ...กับความจริงที่น่าเจ็บปวดใจ
เศร้าใจ...กับความหลังที่คิดว่าน่าจะลืมมัน และทำใจได้แล้ว แต่วันนี้ เมื่อได้มาเจอเธออีกครั้ง... ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงยังรู้สึกเศร้าใจอยู่อีก... เข้าใจ และรู้ตัวดีตั้งนานแล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้
แต่ทำไมล่ะ...หัวใจมันยังเจ็บปวดลึกๆ ทุกทีที่ต้องคิดถึงความเป็นไปไม่ได้ ...
ถึงจะเป็นความรู้สึกแปลกๆ ที่ผสมผสานคละเคล้ากันไปมา
แต่ฉันก็ยังอยากเจอเธออยู่บ่อยๆ นะ เธอ...ผู้ที่ฉันรู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้
แต่เธอก็จะอยู่ในหัวใจฉัน...ตลอดไป ป.ล. น่าแปลกไหม เย็นนี้ก่อนเจอเธอไม่กี่ชั่วโมง อยู่ดีๆ ก็ร้องเพลง "เพื่อนเท่านั้น" ขึ้นมา ทั้งๆ ที่ไม่ได้ร้องมานานแล้ว แปลกดี...เหมือนมีอะไรมาดลใจให้ฉันต้องรื้อเนื้อเพลงเพลงนี้ ขึ้นมาร้องใหม่อีกครั้ง... 30/05/2007 Tagged Part Iเนื่องจากเมื่อวานไปคุยกับแก้วเรื่อง Tag
สุดท้ายมันก็รู้จนได้ว่าฉันยังไม่ได้โดนใคร Tag ก็เลยโดนมัน Tag เข้าจนได้ (จะไม่เขียนก็ไม่ได้ หลวมตัวเข้าไปอ่าน Blog Tag ของแก้วแล้วด้วย จะไม่ทำอะไรเลยก็ดูน่าเกลียดเกินไป) ดังนั้น วันนี้ จะมาเล่าเรื่องที่คิดว่าคนอื่นๆ ยังไม่รู้ 5 เรื่อง... เรื่องแรก: ความฝันเมื่อตอนเป็นเด็ก
ตอนเด็กๆ ทุกคนก็เคยมีความฝันว่าอยากเป็นนู่นโน่นนี่นั่นกันใช่มะ เป็นหมอ เป็นพยาบาล เป็นทหาร ตำรวจ คุณครู หรือเป็นนักธุรกิจ เป็นอะไรที่ดูดีมีชาติตระกูลกันทั้งนั้น ความลับแรกจะแฉให้รู้กันหมดเลยว่าก่อนที่คิดอยากจะเป็นนักวิจัย เป็นอาจารย์ เป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างในปัจจุบัน เมื่อก่อนในหัวของเด็กชายฮัลเลย์เคยคิดอยากเป็นอะไรมาบ้าง... รู้มั้ย...ความฝันแรกสุดของฉัน ตั้งแต่จำความได้ คืออะไร? ฉันอยากเป็น...นักโบราณคดี!!!
จริงๆ แล้ว ความเข้าใจในตอนนั้นคือนักโบราณคดี
แต่ตอนนี้มาคิดดูแล้ว เรียกว่า "นักบรรพชีวินวิทยา (Paleontologist)" จะเหมาะกว่า เพราะอยากไปขุดหาฟอสซิลของไดโนเสาร์ แล้วเอามาดูว่าเป็นพันธุ์อะไร อยากรู้ว่ามันอยู่กินยังไง กินอะไรก่อนตาย ลูกหน้าตาเป็นยังไง ฯลฯ ที่อยากทำงานนี้เพราะเมื่อก่อน (เคย) คลั่งไดโนเสาร์มาก ขอให้มีรูปมาเถอะ บอกชื่อมันได้หมด (ส่วนหนึ่งมาจากจูเรนเจอร์นั่นเอง)
แต่เมื่อผ่านพ้นวัยที่มีจินตนาการสูงๆ ปุ๊ป
ช่วงนั้นเพื่อนๆ ฮิตฟังวิทยุกัน ก็เลยฟังกะเขาบ้าง จำได้ว่าตอนนั้นชอบฟัง FM 88.0 MHz "Radio No Problem" เพราะเมื่อก่อนจะมีช่วงตอบคำถามที่ผู้ฟังถามเข้ามา ชอบฟังเพราะว่าได้ความรู้ดี ทำให้อยากเป็น....DJ คอยจัดรายการวิทยุ เปิดเพลง คุยกับผู้ฟัง แต่สักพักพอไม่ได้ฟังวิทยุ ความอยากเป็น DJ ก็หายไป... ตอนนี้อายุก็ราวๆ สิบขวบแล้ว
จำได้ว่าตอนวันเกิดอายุครบสิบขวบดีใจมากเลย เพราะจะได้มีอายุเท่าโนบิตะซักที!!! (เกี่ยวกับความฝันมั้ยเนี่ย!!!)
ตอนนั้นที่โรงเรียนทำห้องสมุดใหม่ ก็เลยเข้าไปอ่านหนังสืออยู่พักนึง
(บอกก่อนว่าฉันเป็นคนอ่านหนังสือออกเร็วมาก ป.1 ก็อ่านออกเขียนได้แล้ว เขียนไทยได้เต็ม ไม่ก็เกือบเต็มตลอด) ที่เข้าไปอ่านก็เพราะอยากรู้มาตั้งนานแล้วว่า "ฮัลเลย์" ที่เป็นชื่อเล่นของตัวเองน่ะ มันหมายถึงอะไรกันแน่ ก็รู้แค่ว่าเป็นดาวหางอ่ะ ก็จินตนาการไปว่าเป็นดาวห้าแฉกมีหางห้อยๆ อยู่ ลอยไปลอยมาบนฟ้า ประหนึ่งว่าเป็นว่าวจุฬากันเลยทีเดียว (ว่าวหนักขนาดนี้จะลอยขึ้นมั้ย!?)
สุดท้ายก็ไปรู้ความจริงจากหนังสือดาราศาสตร์เล่มเล็กๆ เล่มนึง เป็นหนังสือบางๆ ไม่ใหญ่โต ราคาค่างวดก็คงไม่เกิน 50 บาท แต่เป็นหนังสือที่เปิดประตูอวกาศต้อนรับฉันเข้าไปอยู่ในนั้น เด็กชายฮัลเลย์ตอนนั้น นอกจากจะรู้ว่าดาวหางคืออะไรแล้ว
ยังตื่นตะลึงไปกับความมหัศจรรย์ของห้วงอวกาศอันน่าพิศวง จนถอนตัวไม่ขึ้นนับตั้งแต่นั้น (เว่อร์ไปละ!) ตั้งแต่ได้อ่านหนังสือดาราศาสตร์เล็กๆ เล่มนั้น ก็ชอบดาราศาสตร์ขึ้นมาทันใด
ตรงนี้แหล่ะ ถือเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเลยก็ว่าได้ เพราะทำให้ชอบดูรายการวิทยาศาสตร์ อ่านหนังสือวิทยาศาสตร์
ตามซื้อโดราเอมอนที่สอนวิทยาศาสตร์ทุกเล่ม อ่านนิตยสารวิทยาศาสตร์ (ในสมัยที่ "มติชน วิทยาศาสตร์" ยังมีชีวิตอยู่ ก่อนจะโดนพิษฟองสบู่แตกปิดตัวลงไป) ไปท้องฟ้าจำลองเกือบทุกเดือน ตะแง้วๆ แม่ให้ฟาไปดูฝนดาวตก Leonids และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้วิทยาศาสตร์ฝังรากหยั่งลึกเข้าไปในตัวตั้งแต่นั้นมา แต่ยังไงเสีย นักดาราศาสตร์ ก็ยังเป็นอาชีพที่อยากเป็นอยู่ดี เคยฝันเฟื่องถึงขนาดที่ว่าจะค้นหาดาวหางดวงใหม่ แล้วตั้งชื่อให้ว่า ดาวหางฮัลเลย์ 2 กันเลยทีเดียว จุดเปลี่ยนอีกครั้งที่ทำให้ความฝันเบนเข็มออกจากทิศเดิมไปเล็กน้อย
คือการไปสอบสอวน. (ม.5) วิชาฟิสิกส์ โอ้ว ยากเชี่ย! (ถึงตอนนี้จะปี 2 แล้วก็ยังคิดว่ายากอยู่ดี) ก็เลยเริ่มคิดว่า ระหว่างทางการไปเป็นนักดาราศาสตร์ มันคงไม่หมูอย่างที่คิด กอปรกับช่วงนั้นมือขึ้นกับชีวะมากๆ
เข็มทิศชีวิตจึงเริ่มเบนอีกครั้ง เปลี่ยนแนวจากฟิสิกส์ ไปเป็นชีววิทยา แต่ก็ยังไม่อยากเป็นนักชีววิทยา แบบ pureๆ ซะทีเดียว
ก็คงจะเหมือนกับคนที่ชอบชีวะทั่วๆ ไปละมั้ง ความฝันแรกที่มองหลังจากรู้ตัวว่าชอบชีวะคือ...หมอ แต่พอไปหาข้อมูลจริงๆ พร้อมทั้งถามใจตัวเอง ก็พบว่าตัวฉันเองไม่พร้อมที่จะแบกรับชีวิตของผู้อื่นเอาไว้ได้
ลองค้นใจตัวเองดูอีกที ก็พบว่าชอบทำแล็บ สนุกที่จะได้อยู่กับเครื่องแก้วเยอะๆ อยู่กับเชื้อโรค พยาธิ หนูทดลองหรืออะไรก็ตามที่ไม่ใช่คน ตอนนั้น คำว่า "นักเทคนิคการแพทย์" ก็ผุดขึ้นมาในหัว แต่ก็เริ่มคิดอยากเป็นนักชีววิทยาแล้วเหมือนกัน ช่วงนี้แหล่ะที่ตัดสินใจนานเลย การเอนทรานซ์ การเลือกคณะก็ใกล้เข้ามาทุกที
แต่คงเป็นเพราะสวรรค์บันดาล (หรือนรกชัง?) ม.จันทิมา (ครูแนะแนว) เอาใบสมัครรับตรงของมหิดลมาให้ ในที่สุดก็เลือกสอบเข้าในสาขาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
แต่เส้นทางความฝันก็ยังไม่ชัดเจนขนาดนั้น!
ในช่วงระหว่างการตัดสินใจเลือกคณะอื่นๆ (คือจะทิ้งคณะวิทย์มหิดลไปดีมั้ย)
คู่แข่งในขณะนั้นที่เข้ามาคือ... วิศวะนานาชาติ สาขา Nanotech ของจุฬาฯ เพราะ Nanotech กระแสกำลังมาแรง แถมยังเรียนเน้นด้านชีวะได้อีกด้วย แต่เนื่องจากเปิดเป็นปีแรก ยังไม่ค่อยมั่นใจในหลักสูตร
และเหตุผลสำคัญที่ไม่เลือกคือกลัวเรียนจบแล้วไม่มีทุนทำวิจัย เนื่องจากเครื่องมือเครื่องใช้แพงมาก คู่แข่งสำคัญคณะที่ 2 ได้แก่
คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เพราะใกล้บ้าน มีชื่อพอๆ กัน (แต่ใจชอบมหิดลดังกว่า) และมี CU Chorus (อันนี้เหตุผลหลักเลย) แต่ที่ไม่เลือก ก็เป็นเพราะชอบมหิดลดังกว่า แล้วไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นพวกไปกันที่ชาวบ้าน และเน้น pure ดี (จุฬาฯ มี Applied เยอะแยะไปหมด แต่ฉันคิดว่าเรียน pure ไปแล้วค่อยต่อ applied ที่หลัง พื้นฐานน่าจะแน่นกว่า) สุดท้าย ปลายทางของชีวิตม.ปลายก็จบลงที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
แต่ยังไม่จบแค่นั้น!
เมื่อแรกที่เข้าไป คิดว่าจะเลือกเรียนเทคโนโลยีชีวภาพ เพราะอยากทำ GMOs หรือถ้าเรียนฟิสิกส์ไหว ก็อาจจะหวนกลับไปทางเดินสายดวงดาวตามเดิม ไม่ก็เรียนชีวะเพียวๆ ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป พอเรียนไปเรียนมา ชีวะก็ได้ดิบได้ดีนำหน้าวิชาอื่นมากมาย (โดยเฉพาะเลขกับเคมี - -")
ฟิสิกส์ความจริงก็เรียนได้ (ได้ B กับ B+) ที่ห่วยสุดก็เป็นเลขกับเคมีเนี่ยล่ะ ทำให้ 3 ตัวเลือกที่เลือกไว้ ต้องตัดทิ้งไปเสีย 2
เพราะ biotech เป็นสหวิชา เรียนทุกอย่าง แล้วเอามารวมกัน ในเมื่อเลขกับเคมีมันเรียนไม่ได้ ไม่อยากเจออีก จะเรียนไปทำไม? ชีวะก็ทำ GMOs ได้เหมือนกัน อีกเหตุผลนึงคือโดยส่วนตัวอยากเรียน pure อยู่แล้วด้วย แล้วทำไมไม่เลือกฟิสิกส์ ก็ในเมื่อได้ตั้ง B กับ B+
ก็เพราะเลขมันได้แค่ C งายยยยย~ เก่งฟิสิกส์ เลขห่วย ก็เหมือนยอดนักรบดาบหัก (เผอิญไม่ใช่พระยาพิชัยซะด้วยสิ!) สุดท้าย แต่คงไม่ใช่ท้ายสุด (ปี 2 แล้ว ยังจะคิดซิ่ลไปไหนอีกเรอะ!)
ก็มาจบตรงที่ "นักชีววิทยา" เพราะตอบโจทย์ได้หมด ทั้งความที่เป็น pure science ทั้งได้ทำแล็บ และได้เป็นครู เป็นผู้ให้ด้วย นี่แหล่ะ ความเป็นมาของความฝัน ที่หลายๆ คนยังไม่รู้...
ส่วนเรื่องอื่นๆ เดี๋ยวมาต่อวันหลังนะ
เผยแพร่ครั้งแรก: halley.diaryis.com (11 มกราคม 2550)
เผยแพร่ครั้งที่สองและแก้ไขเล็กน้อย: ที่นี่
03/01/2007 ยากๆ ง่ายๆตอนนี้ฉันเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 เทอม 2 ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์
แต่ไม่ขอเอ่ยพระนามอันเป็นชื่อของมหาวิทยาลัยนี้ ผ่านร้อนผ่านหนาวกับวิชาต่างๆ ในคณะมา 4 เทอม ครึ่งทางพอดี... (แต่หน่วยกิตเอ็งเรียนไปเกินครึ่งแล้ว ได้ข่าว!) เนื่องด้วยใครๆ ก็รู้ว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ขึ้นชื่อทางด้านแพทยศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์ ทั้งด้านการสอน และการวิจัย ก็เลยชอบมีคนรอบตัวถามฉันอยู่เสมอว่า
"อยู่วิดยา [ชื่อมหาวิทยาลัย] เรียนยากมั้ย?" "เรียนเหนื่อยมั้ย เทอมนี้" "นี่แกเรียนหนักขนาดนี้เลยเหรอ?" "ทำไมแกดูเรียนเยอะจัง (วะ)?" ทั้งจากเพื่อนของเพื่อนที่อยู่คณะเดียวกัน แต่เรียนกันคนละมหาวิทยาลัย
ทั้งจากเพื่อนของเพื่อนที่อยู่ต่างคณะ ต่างมหาวิทยาลัย ทั้งจากน้องๆ ในโครงการ ในค่าย ที่รู้จักฉัน ทั้งจากคุณครูในโรงเรียนมัธยมปลายของฉัน รุ่นพี่ที่รู้จัก จากโรงเรียนเดียวกัน หรือแม้แต่ญาติพี่น้องของฉันเอง จะตอบคำถามนี้ยังไงดีนะ
ก็ไม่แน่ใจว่าง่ายหรือยากนี่นา รู้อย่างเดียวว่ามันสนุกดี ...
จากความรู้อันน้อยนิดเกี่ยวกับทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอสไตน์
บอกให้ฉันรู้ว่า "ไม่มีปริมาณใดในจักรวาลสัมบูรณ์" แปลให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ไม่ว่าจะวัดปริมาณใดๆ ก็ตาม ต้องมีสิ่งเปรียบเทียบเสมอ เวลา ก็ต้องเอาไปเทียบกับคาบการสั่นของอะตอมของธาตุซีเซียม
ระยะทาง ก็ต้องคิดเทียบกับระยะทางที่แสงวิ่งได้ แม้แต่หน่วยของน้ำหนัก ก็ต้องเอาไปเทียบกับก้อนน้ำหนัก 1 กิโลกรัมมมาตรฐาน นั่นเป็นเรื่องของหน่วยทางวิทยาศาสตร์ อาจจะดูเข้าใจยาก แต่ถ้าฉันบอกว่า
"เนื้อย่างร้านนี้อร่อยดีนะ" แน่นอน ถ้าเป็นแก้วตาก็คงบอกอร่อยเออออห่อหมกไปกับฉัน แต่ถ้าเป็นคนอื่นที่แค่ได้กลิ่นเนื้อโชยมาก็คลื่นไส้ จะบอกว่าเนื้อย่างของร้านนี้อร่อยได้มั้ย? หรือมีคนพูดว่า
"โออิชิ แกรนด์ บุฟเฟต์มื้อเย็นโคตรคุ้มเลย!" แน่นอนอยู่แล้ว มันคุ้มแน่สำหรับคนที่ชอบกินปลาดิบ กุ้งแม่น้ำย่าง เทปันยากิ หรือปลาหิมะนึ่งซีอิ๊ว และต้องกินได้เยอะด้วยนะ แต่เราคงไม่มีทางได้ยินคำพูดนี้หลุดปากจากมังสวิรัตหรือคนที่แพ้อาหารทะเลเป็นแน่แท้ ไม่มีทางที่ปริมาณใดปริมาณหนึ่งจะให้ผลเหมือนๆ กันกับทุกคนบนโลกใบนี้
เพราะแต่ละปัจเจกบุคคลย่อมใช้เกณฑ์ในการเปรียบเทียบต่างกัน "ความยาก" ก็เช่นเดียวกัน
แต่ละสาขาวิชา ต่างก็มีความยาก ความสนุก ความน่าสนใจในตัวของมันเองทั้งนั้น เชื่อฉันสิ เมื่อเรียนไปลึกๆ ไม่มีวิชาไหนไม่ยากหรอก
แบคทีเรีย ยังมีการปรับตัวให้ดื้อยา เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มันเอง
แล้วมนุษย์ล่ะ ถ้ามุ่งเอาแต่ความสบาย หลีกเลี่ยงที่จะเจออะไรยากๆ ไม่อยากเจออะไรท้าทาย มีหวังสูญพันธุ์กันหมดพอดี ...
เมื่อวันที่ 1 ที่ผ่านมา
ญาติๆ ฉันทั้งหมดไปกินข้าวกันที่ร้านอาหารแถวๆ ศาลพันท้ายนรสิงห์ ลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งก็ชวนฉันคุยเรื่องการเรียน "เรียนปีไหนแล้ว?" "ปีสองครับ" "แล้วเป็นไง? เรียนหนักมั้ย?" "เรียนหนักครับ แต่สนุกดี" 11/12/2006 คิดชื่อเรื่องไม่ออก**วันที่ 10 ธันวาคม มาถึงอีกแล้ว
ปีนี้ วันที่ 10 ธันวาคม ทำให้ฉันไม่ต้องไปทำแล็บไบโอเคมในวันจันทร์ (เย่!) เหมือนกับทุกๆ ปีที่ทำให้ฉันได้หยุดเรียน ที่ได้หยุด ก็คงต้องขอบคุณรัฐบาล (สมัยไหนก็ไม่รู้ ลืมไปแล้ว) ที่กำหนดให้วันนี้เป็นวันหยุดราชการ อาจจะไม่เกี่ยวกันก็ได้ แต่ถ้านึกถึงรัฐธรรมนูญ
ฉันจะนึกถึงประชาธิปไตย ที่บอกว่าไม่เกี่ยวกัน เพราะไม่แน่ใจว่าประเทศคอมมิวนิสต์เค้ามีรัฐธรรมนูญหรือเปล่า แล้วถ้านึกถึงประชาธิปไตย ฉันก็จะนึกย้อนไปถึงนักปราชญ์ชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง
ผู้ซึ่งเกิดหลังพระพุทธเจ้าร้อยกว่าปี แต่ไม่ได้สถาปนาตัวเองเป็นศาสดา นักปราชญ์ผู้ซึ่งมีแนวคิดเกี่ยวกับการปกครองรูปแบบหนึ่ง
ซึ่งเป็นต้นแบบของการปกครองแบบประชาธิปไตย ในปัจจุบัน ถ้าเอ่ยชื่อออกไป ทุกคนต้องร้องอ๋อกันแน่ๆ
ท่านผู้นั้นชื่อพลาโต (Plato)
เชื่อมั้ย?
ถ้าพลาโตได้มาเห็นประชาธิปไตยของประเทศไทย ต้องร้องไห้แน่ๆ ถ้ามีใครสักคนนึกถึงตัวอย่างของผลเสียของประชาธิปไตยที่อาจเกิดต่อรัฐ ประเทศไทยนั่นล่ะ คือหนึ่งในตัวอย่างนั้น ...
พลาโต ผู้เป็นคนต้นคิดเรื่องประชาธิปไตย
ไม่ได้ต้องการให้คนหมู่มากเลือกผู้ปกครองรัฐ เพราะคนหมู่มากย่อมมีความวุ่นวายภายในกลุ่มมาก และไม่ได้ต้องการให้มีผู้หนึ่งผู้ใด เสนอตัวเองขึ้นมาเป็นผู้ปกครองรัฐ
เพราะไม่มีทางที่ผู้ที่เสนอตัว ไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน โปรดอ่านอีกครั้ง
พลาโตไม่ต้องการให้มีการเสนอชื่อตัวเองเพื่อมาปกครองรัฐ และไม่ต้องการให้คนหมู่มากเลือกผู้ครองรัฐ เห็นผลที่เกิดขึ้นกันแล้วใช่มั้ย?
ในประวัติศาสตร์ของประเทศ มีการรัฐประหารเกิดขึ้นมากมาย เพราะอะไรล่ะ? ถ้าไม่ใช่สาเหตุเกิดจากผู้ปกครองรัฐโลภจนประชาชนทนไม่ได้ แล้วถ้าทหารขอเสนอมารับบทผู้ปกครองรัฐเสียเอง ก็ตามติดมาด้วยการสืบทอดอำนาจให้กันและกัน จนเกิดความวุ่นวายอย่างเหตุการณ์เดือนตุลา และพฤษภาทมิฬ บางคนอาจเถียงในใจว่า ถ้าประชาชนไม่เลือกคนไม่ดีซะอย่าง แล้วคนไม่ดีจะขึ้นมาปกครองประเทศได้ยังไง?
ก็อีกแหล่ะ บางทีคนหมู่มากก็ไม่ได้เลือกคนดีเสมอไปนี่ ถ้าคนหมู่มากไม่ฉลาดในการเลือก ก็จะมาจบกันที่กรณีของทักษิณ ประชาธิปไตยแบบนี้ ดีแล้วหรือ?
...
แล้วพลาโตเสนอทางเลือกอะไรให้เรา? ในฐานะคนต้นคิด
พลาโตบอกว่า ก็แค่นำนักปกครองทั้งหลาย มาฝึกความเป็นนักปราชญ์ ความเป็นนักปรัชญาซะสิ นั่นคือนำ "King" มาเรียนรู้ "Philosophy" แล้วเราก็จะได้ "Philosopher King" ซึ่งเป็นผู้ปกครองรัฐในคราบของนักปรัชญา ถ้าเราค้นหา Philosopher King ให้เจอ และเชิญมาปกครองรัฐ
ด้วยความที่เป็นนักปราชญ์ ย่อมพอใจอยู่แค่การค้นหาและถ่ายทอดความรู้ ความสุขอยู่ที่การเรียนรู้และความสุขของผู้อื่น ไม่ได้อยู่ที่ฐานะทางการเงิน ประเทศก็จะสงบสุข และบังเกิดความยินดีขึ้นทั้งประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องมีการเลือกตั้งเลย ...
วันนี้ดูเครียดๆ เนอะ
เอาน่า ให้สมกับช่วงเวลาเครียดๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น (อย่าคิดมาก...ใกล้สอบอีกแล้ว ><) ความคิดของพลาโตอาจจะดูโบราณไปหน่อย
แต่ลองคิดดูสิ ว่าเราจะทำยังไงในยุคทุนนิยมครองโลกแบบนี้? ฉันเชื่อว่าถ้าไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย
สักวัน เราก็คงหนีไม่พ้นเหตุการณ์ตุลามหาวิปโยค...อีกครั้ง ปล1.สอบช่วง Christmas พอดีเลย ฝ่ายการศึกษาใจร้ายที่สุด >< นี่เราต้องมาอ่านหนังสือในคืน Christmas Eve หรือนี่ ปล2.อยากได้หมวก Santa เอาไปใส่ตอนสอบอ่ะ ซื้อที่ไหนได้มั่ง แพงมั้ย? ปล3.ใกล้สอบ แต่ติดเกม Diner Dash (ทั้ง 3 ภาค) งอมแงมเลย.............แย่แล้ว ปล4.ไปเล่นเกมต่อดีก่า~ ปล5.คิดชื่อเรื่องไม่ออกจริงๆ นะวันนี้ ไม่ใช่มุขนะเฟร้ย 06/12/2006 เพื่อนกินหาง่ายวันนี้ตอนเรียน Basic Cell and Molecular Biology อยู่อย่างเมามัน
(วันนี้อาจารย์เมาธ์เมามันส์มากๆ ไม่เชื่อไปถามคนที่เรียนดู!) เวลา 11.10 น. โทรศัพท์มือถือของฉันที่นอนนิ่งสงบเสงี่ยมอยู่ในกระเป๋ากางเกงข้างขวาก็สั่น สั่นยาวๆ หนึ่งครั้ง บอกให้ฉันรู้ว่า "มีข้อความเข้ามา" ปกติมันก็เป็นข้อความบอกให้ประมูล หรือส่งข้อความตอบกลับไปชิงโชค แต่ข้อความที่เข้ามาวันนี้ ต่างออกไป "บ่ายนี้ว่างมั้ยอ่ะ ไปแรดกันมะ :)"
อ่านจบ ฉันนิ่งไปนาน
ไม่ใช่เพราะเป็นข้อความจากไอ้โรคจิตที่ไหน (หรือว่าแกจะโรคจิตจริงๆ ฮึ?) ไม่ใช่เพราะฉันคิดคำตอบปฏิเสธไม่ออก (ไม่มีทางปฏิเสธอยู่แล้ว เพราะฉันรู้ว่าแก้วจะมาทำอะไร) ไม่ใช่เพราะฉันมีเรียนตอนบ่าย (ถึงมีก็โดด วะฮะฮ่า~) แต่ฉันกำลังคิดว่า
"นั่นดิ ไปแรดไหนกับแก้วดี (วะ) แล้วจะไปกินอะไรกันดีล่ะเนี่ย"
...
เค้าว่า "เพื่อนกินหาง่าย"
สำหรับฉัน...มันเป็นจริง เพราะฉันมีเพื่อน ที่พร้อมจะไปกินกับฉันเสมอ
และเป็นพวกที่กินอย่างไม่บันยะบันยังกันด้วย เคยไหม?
3 คน - พิซซ่าถาดใหญ่ 1 ถาด ถาดกลาง 1 ถาด ลาซานญ่า 2 หอมทอด 1 สลัดบาร์ 1 4 คน - พิซซ่าถาดใหญ่ 1 ถาด ถาดกลาง 1 ถาด ลาซานญ่า 1 ผักโขมอบชีส 1 หอมทอด 1 5 คน - ใช้ที่รับออร์เดอร์ของฮาจิบังหมดไป 3 อัน 10 คน - ก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ชัย ประมาณ 120 ชาม และวีรกรรมอื่นๆ อีกมากมายนับ (จาน) ไม่ถ้วน แต่ละครั้ง แต่ละคราว ก็เป็นกลุ่มคนเดิมๆ กันทั้งนั้นแหล่ะ
หากันเจอได้บ่อยๆ ตามมศว จุฬาฯ เอแบค ฉันถึงบอกไงว่าสำหรับฉัน "เพื่อนกิน...หาง่าย" ...
ล่าสุด วันนี้เอง
หลังจากพาแก้วเดินทัวร์พญาไท 1 รอบ และเดินวนไปมาอีกหลายนาที (เพราะไม่รู้ว่าจะกินอะไรดี!) แก้วก็ Enlightened ฉันด้วยคำพูดที่ว่า "เต๋วเรือมั้ยแก?" เนอะ ลืมนึกถึงก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าคุ้นเคยไปได้อย่างไร ^^
ทายซิ วันนี้ 2 คน กี่ชาม?
เอาเป็นว่า ฉันกับแก้ว 2 คนกินกันจนได้เป๊ปซี่ฟรีละกัน :P ...
"เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก"
คนโบราณเค้าว่าไว้งั้น แต่สำหรับฉัน มันไม่จริง เพราะเพื่อนของฉัน เป็นทั้งเพื่อนกิน เพื่อนตาย และแถมเป็นเพื่อนสนิท ในคนๆ เดียวกัน 28/02/2006 ...ที่ศาลายา...และแล้วกาลเวลาก็พาฉันมายืนอยู่ที่ตรงนี้
ที่ๆ ฉันและใครๆ ต่างเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า "ศาลายา"
ที่ๆ เด็กปีหนึ่งของมหิดลเกือบทุกคณะได้เข้ามาศึกษา
ได้เข้ามากิน นอน เล่น (ไพ่) ขี่จักรยาน ฯลฯ
ที่ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ สังเกตได้จากน้ำที่เอ่อขึ้นมาท่วมทางเดินทุกครั้งที่ฝนตกหนักๆ ที่ๆ ฉันได้สันท์ ได้ร้องไห้ ได้ถูกบายศรี ได้บายศรี ได้หัวเราะ ได้พบปะกับคนหน้าใหม่ๆ
ที่ๆ ซึ่งวันนี้ ถือว่าเป็นวันสุดท้ายที่จะได้ใช้ชีวิตเด็กปีหนึ่งที่นี่
ที่ศาลายา
...
ที่ศาลายาแห่งนี้...
เป็นอีกหนึ่งกล่องความทรงจำกล่องใหญ่ๆ ของฉัน
เรื่องราวและประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ ของฉันมากมาย เกิดขึ้นที่นี่
เพื่อนๆ และรุ่นพี่ทั้งในคณะและต่างคณะที่น่ารัก
การสันทนาการ ทั้งการถูกสันท์ในช่วงแรก และการนำสันท์ในช่วงหลัง (ได้สันท์ทั้งในโรงช้าง ข้างสนามบอล ในอเนก ศูนย์นันท์ ซุ้มโค้ก และที่สนุกที่สุด...สันท์ใน Cafet)
บรรยากาศในการเรียนที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
การได้ซ้อนท้ายจักรยานเพื่อนไปลงหน้าม.อย่างทุลักทุเล ในวันที่กลับบ้านดึกๆ (โดยเฉพาะวันนี้ ได้ยืนท้ายจักรยานเป็นครั้งแรกในชีวิตวนรอบสวนหมุนด้วย)
ได้กินอาหารใน Cafet ซึ่งมีตั้งแต่ธรรมดาๆ อย่างข้ามหมูแดง ข้าวหมกไก่ ไปจนถึงชื่อประหลาดๆ อย่างไข่ขยี้ ไข่จรกา กระเพราปลากระป๋อง ปลาหมึกไข่เค็ม หมูสับสาหร่ายไข่เค็ม ฯลฯ
ได้รู้จักกับวงสลึง วงดนตรีที่ทำให้ฉันได้ฟัง ได้ร้องเพลงที่มีความหมายดีๆ ที่ไม่สามารถหาฟังได้ทั่วไป
ทำให้ฉันได้รู้จักกับการขึ้นแสตนด์ และทำให้รู้ว่าการปรบมือและการตั้งมือนานๆ มันเมื่อยมือขนาดไหน
ได้รู้จักพระราชประวัติของพระราชบิดา พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย
และที่แห่งนี้ ทำให้ฉันรู้จักกับคำว่า "มหาวิทยาลัย"
...
ตั้งแต่ค่ายรับน้องคณะเสร็จสิ้นไป
นานแล้วที่ข้อมือข้างซ้ายและข้างขวาไม่มีสายสิญจน์มาผูกอยู่
ในงานอำลาศาลายาคืนนี้ ฉันก็ได้รับการผูกสายสิญจน์อีกครั้ง
ไม่ใช่จากรุ่นพี่ แต่เป็นเพื่อนของฉันเองนี่แหล่ะ ที่ผูกให้กัน
ในพิธีที่เรียกว่า "พิธีผูกเสี่ยว"
ถึงแม้สายสิญจน์ที่ข้อมือตอนนี้จะไม่เยอะอย่างใครเขา
แต่ในแต่ละเส้นที่เสี่ยวผูกให้ กลับแฝงไปด้วยอะไรดีๆ มากมาย
ขอบคุณเสี่ยวทุกคนที่มาผูกให้
และอยากให้รู้ไว้อย่างหนึ่งว่า คำพูดที่ฉันได้พูดกับเสี่ยวทุกคน เป็นคำพูดที่มาจากใจฉันจริงๆ
แต่ในงานคนเยอะมาก ฉันตามหาเสี่ยวที่อยากจะพูดอยากจะผูกให้ไม่เจอหลายคน ขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้พูดกับเสี่ยวหน่อยละกัน
ออฟ - เราดีใจมากจริงๆ ที่ได้รู้จักออฟนะ ถ้าเราไม่บังเอิญเจอกันที่กลุ่ม 5 รับน้องคณะล่ะก็ ป่านนี้เราก็คงเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน ช่วงนี้ไม่รู้เราคิดไปเองรึเปล่า เรารู้สึกว่าออฟมึนตึงกับเรานิดหน่อย เราขอโทษนะ ที่เผลอไปทำอะไรให้ออฟไม่พอใจเข้า ไม่เป็นไร ถ้าเราไปอยู่ใกล้ๆ แล้วออฟไม่ชอบใจ เดี๋ยวเราจะไปอย่างเงียบๆ เอง
โม - ยึนยันอีกครั้งว่าดีใจจริงๆ ที่ได้รู้จักกัน เป็นประธานคณะแล้ว อย่าเครียดเกินไป เดี๋ยวหน้าผากกว้างขึ้นเร็วกว่ากำหนดมันจะไม่ดี
นายคนนั้น เติม น็อต แบงค์ และโอ - พวกนายเป็นคนที่ให้เราซ้อนท้ายจักรยานเป็นคนที่ 1 2 3 4 และ 5 ตามลำดับ ขอบคุณสำหรับความหวังดี ที่ไม่อยากให้เราเดินไปหน้าม.ตอนดึกๆ
นุ้ก - นุ้กเป็นคนเสนอให้เรานั่งซ้อนท้ายเติมในวันที่มีคอนเสริ์ตสลึง แล้วเรายังจำได้ว่านุ้กเคยบอกให้เราไป Pseudo ด้วยได้ในวันที่เรากลับบ้านดึก แล้ววันนี้ยังจะเสนอตัวให้เราซ้อนอีกแน่ะ - -" ขอบคุณอีกครั้งนะ แล้วก็เป็นไงบ้างสำหรับความฝันที่จะทำ เราคงไม่ถามว่านุ้กฝันถึงอะไรหรือตอนนี้นุ้กทำมันไปถึงไหนแล้ว เราแค่อยากบอกว่าเราจะเป็นคนหนึ่งที่แอบดีใจอยู่เงียบๆ เมื่อรู้ว่านุ้กทำความฝันให้เป็นจริงขึ้นมา ไม่เป็นไรเลยที่นุ้กจะมองไม่เห็นเราในวันที่นุ้กประสบความสำเร็จ ขอแค่อย่าลืมว่านายยังมีเราอยู่เป็ฯคนสุดท้ายที่จะคอยให้กำลังใจในวันที่นายท้อแท้ ก็พอ
กร - ขอบคุณและขอโทษที่ให้เรานอนบนเตียงและยืมอุปกรณ์อาบน้ำในค่ายรับน้อง แล้วเราก็ใช้แชมพูจนหมดขวด ไม่รู้ว่าตอนนั้นกรโกรธรึเปล่า ขอโทษอีกครั้งละกันนะ
พงศ์ - พงศ์เป็นคนแรกที่ชวนเรานั่งกินข้าวด้วยในค่ายเสริมฯ เป็นคนที่จับมือไปด้วยกันในช่วงพิธีบายศรีสู่ขวัญตอนรับน้องใหญ่ ช่วงเปิดเทอมแรกๆ พงศ์ก็ตื่นเช้าลงมานั่งกินข้าวกับเราบ่อยๆ แต่อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปเมื่อเราแกล้งนายโดยเอาข้อมูลไปบอกอ.ขวัญ ขอโทษนะ ที่บางครั้งเราก็ทำอะไรโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ทำให้นายไม่พอใจ ขอให้โชคดีกับภาคฟิสิกส์ที่เลือกไว้นะ
...
วันนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ได้ฟังเพลงและร่วมร้องเพลงไปกับวงสลึง
รักน้อง สัญญา สีน้ำเงิน ฉันจึงมาหาความหมาย ลุ้น เพื่อมวลชน มหาวิทยาลัย ฝันแห่งศรัทธา ปีกแห่งฝัน รางวัลแด่คนช่างฝัน จากเพื่อนถึงเพื่อน กว่าจะรัก หวังดี และ ที่ศาลายา
หลายเพลงเป็นเพลงที่เชื่อว่าถ้าได้ลองฟังแล้วจะรู้สึกคุ้นๆ ทำนองขึ้นมาทันที
และหลายเพลงเป็นเพลงที่ไม่สามารถหาซื้อมาฟังได้ตามแผงเทปทั่วไป
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่รู้สึกคุ้มค่าที่ได้อยู่ฟังเพลงของวงสลึง
และรู้สึกดีใจที่ทำให้เพลงความหมายดีๆ เหล่านี้ไม่เลือนหายไปจากสังคมไทย
...
วันนี้รู้สึกว่าประเด็นจะหลากหลายเหลือเกิน
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างได้เกิดขึ้นแล้วในสถานที่เหล่านี้
...ที่ศาลายา
...
ที่ศาลายา
ผู้แต่ง: โต้ PH ศาลายา 14
สิ่งดีๆ ที่เคยให้กัน วันและคืนผ่านไป ผ่านไป
เริ่มจากวันที่เราเข้าใจ เราร่วมฝันใฝ่ตลอดมา
ทุกๆ สิ่งก็รู้ๆ กันอยู่ แม้บางทีก็ห่างไกล
ต้องไปตามความฝันอันยิ่งใหญ่ นานแม้นานเพียงไหน หัวใจยังอยู่
* มีเพียงเราเท่านั้นขอจงมั่นใจ นานเท่าไหร่ไม่เคยทิ้งกัน
เพราะว่าเรานั้น เพราะพวกเรานั้น คือเพื่อนกันอยู่
แม้ยากเย็นเพียงไหนขอเพียงพูดจา แล้วฉันจะกลับกลับมาหาเธอ
คิดถึงเสมอ จะกลับมาเจอ ที่ศาลายา
ไม่อาจลืมที่เคยสัญญาจะร่วมฟันฝ่าไปสู่กัน
สิ่งดีๆ ที่มีให้กัน เก็บไว้สร้างสรรค์เพื่อสังคมไทย
(ซ้ำ *) |
ขอบคุณมาก...ที่ยังคงตามอ่านความคิดของเราอยู่เสมอ ขอบคุณจริงๆ :)
Senza nomeha scritto:
อ.โจ้มาเยือน
16 Ago.
|
||
|
|